วัตถุประสงค์ ต้องการยุติสถานการณ์สงครามปฏิวัติคอมมิวนิสต์ ที่มีความสำคัญและเป็นภัยต่อความมั่นคงอย่างที่สุดของประเทศให้เสร็จสิ้น

นโยบาย ในขณะที่สถานการณ์ของฝ่ายคอมมิวนิสต์กำลังตกต่ำลงอย่างมาก ให้ต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วขึ้น ด้วยการรุกทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง จากนั้นจึงปฏิบัติการทั้งปวงเพื่อลิดรอน ทำลายขบวนการ  แนวร่วม  และกองกำลังติดอาวุธ เพื่อยุติสถานการณ์ปฏิวัติ และเปลี่ยนแนวทางในการต่อสู้ด้วยอาวุธมาเป็นการต่อสู้ในแนวทางสันติ

ยุทโธปกรณ์ในการต่อสู้กับ พคท.

- มาตรการต่อสู้ การต่อสู้เพื่อเอาชนะ  พคท. นั้นได้กำหนดมาตรการต่อสู้ไว้  ๒  ประการ  เพื่อให้เหมาะสมกับการต่อสู้ทั้งกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แนวร่วม  และกองกำลังผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) มาตรการทั้งสองดังกล่าวได้แก่  มาตรการทางการเมือง  และมาตรการทางการทหาร

- มาตรการทางการเมือง หมายถึง การดำเนินการใด ๆ ในด้านการปกครอง  เศรษฐกิจ  สังคมจิตวิทยา  และอื่น ๆ ที่มิใช่การทหาร

- มาตรการทางทหาร หมายถึง  การใช้กำลังทหาร  ตำรวจ  กำลังกึ่งทหาร  รวมทั้งราษฎรอาสาสมัคร  ได้แก่  ทหารพราน  ทสปช.  อพป.  เป็นต้น  เข้าทำการต่อสู้ด้วยอาวุธ

เมื่อทุกอย่างดำเนินการไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง การกำจัดอิทธิพลของ  ผกค.   ในชนบทจึงประสบผลโดยลำดับ  ดังปรากฏว่า ในช่วงปลายปี  ๒๕๒๔  พคท. เริ่มเสื่อมทรุดลงยิ่งกว่าในยุคใด  ทั้งพรรค  แนวร่วม และกองกำลัง ต้องถูกโดดเดี่ยวอยู่ภายในที่มั่น จนฝ่ายรัฐบาลสามารถกำหนดที่หมายได้ชัดเจนขึ้น

ส่วนการกวาดล้างคอมมิวนิสต์ทางภาคเหนือ  กองทัพบกได้มอบหมายให้ กองทัพภาคที่  ๓  โดยกองพลทหารม้าที่  ๑  เปิดยุทธการขึ้นหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง  ระหว่างช่วงปี  ๒๕๒๕-๒๕๒๖  เริ่มจากยุทธการสิงห์ชัย  ไปสู่ยุทธการสุริยพงษ์  ๑-๕  ยุทธการธารีฉัตร  และยุทธการผาเมืองเกรียงไกร  เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อกวาดล้างที่มั่นใหญ่ที่สุดทางภาคเหนือของ พคท. ในบริเวณดอยผาจิ  และบริเวณรอยต่อ  ๓  จังหวัด  คือ  อำเภอปง  และอำเภอเชียงม่วน  จังหวัดพะเยา  กิ่งอำเภอบ้านหลวง  อำเภอเมือง  จังหวัดน่าน ซึ่งห้วงเวลาในการดำเนินการ อยู่ในช่วงที่ พลตรี ชัยชนะ  ธารีฉัตร (ยศในขณะนั้น) เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่  ๑  และ  พันเอก  แป้ง เป็นเสนาธิการกองพล ด้วยเหตุนี้  พันเอก  แป้ง จึงเป็นหลักในการวางแผนยุทธการ และร่วมในการปฏิบัติงานตามแผนมาโดยตลอด

กองทัพภาคที่  ๓  โดยกองพลทหารม้าที่  ๑  ได้เตรียมปฏิบัติภารกิจกวาดล้างคอมมิวนิสต์ในพื้นที่จังหวัดน่าน อย่างขุดรากถอนคาน โดยการดำเนินงานในช่วงแรกเป็นไปอย่างลับที่สุด

พันเอก แป้ง ในฐานะเสนาธิการกองพลต้องเดินทางขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯ  กับจังหวัดน่านอยู่ตลอดเวลา เพราะขณะนั้นกองพลทหารม้าที่  ๑  ยังมีที่ตั้งหน่วยอยู่ที่สนามเป้า กรุงเทพฯ

ในขั้นตอนการดำเนินงาน กองพลทหารม้าที่  ๑  ได้เปิด  ยุทธการสิงห์ชัย ขึ้นก่อนในเดือน กุมภาพันธ์  ๒๕๒๕  โดยใช้กำลังพลมากกว่า  ๒๐๐  นาย  มุ่งเจาะเข้าสู่เขตงานที่  ๔  เกินถึงสำนัก  ๖๓๘  เพื่อหาข่าวสารฝ่ายตรงข้ามและวางกับระเบิด  ทั้งนี้ มิได้หวังผลขั้นแตกหัก (ฝ่ายยุทธการ ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพบก  ๒๕๓๗  :  ๒  :  ๗๒๐ -๗๒๑)  เพียงแต่เป็นการทดสอบขีดความสามารถและกำลังใจของกองพล  ที่จะต้องทำการยุทธ์ครั้งสำคัญในยุทธการสุริยพงษ์เท่านั้น

สำหรับ ยุทธการสุริยพงษ์ นั้น กองพลทหารม้าที่  ๑  ได้รับมอบภารกิจให้กวาดล้างและทำลายกองกำลังติดอาวุธของ  ผกค. ในพื้นที่เขตงานที่  ๗  ดอยผาจิ ตั้งแต่  ๑๙  มีนาคม  ๒๕๒๕  แล้วยึดรักษา และพัฒนาพื้นที่ให้แล้วเสร็จใน  ๒๖  มีนาคม  ๒๕๒๕  (ฝ่ายยุทธการศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพบก  ๒๕๓๗ :๒ : ๗๒๕) ก่อนส่งมอบให้  พตท.๓๑ ขยายผลการพัฒนาต่อไป ซึ่งยุทธการนี้เป็นการปฏิบัติต่อเนื่องจากยุทธการน่านร่มเย็น  ๑ (พิรัต  ศรีวัฒนพงศ์ , บันทึก) มีพลตรี  ชัยชนะ  ธารีฉัตร ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่  ๑  ปฏิบัติหน้าที่ผู้บัญชาการกองกำลังพลทหารม้าที่  ๑  ซึ่งประกอบด้วยกำลังจากกองกำลังทหารหลัก คือ กองทัพบกและกลังกึ่งทหาร ในพื้นที่จังหวัดน่าน  และ  ๑  กองร้อยทหารพรานจู่โจมจากค่ายปักธงชัย  จังหวัดนครราชสีมา

การที่พลตรี  ชัยชนะ  กำหนดชื่อยุทธการว่า “สุริยพงษ์” นั้น เพื่อเป็นการเทิดเกียรติแด่อดีตเจ้าผู้ปกครองนครเมืองน่าน คือ  พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช  กุลเชษฐมหันต์ (สุริย  ณ น่าน) ซึ่งได้ปกครองเมืองน่าน  และอาณาจักรหลักคำ  ระหว่างปี  ๒๔๑๖-๒๔๓๖  (พิรัต  ศรีวัฒนพงษ์,บันทึก) ขณะที่ทรงปกครองเมืองน่านอยู่นั้น ทรงประกอบกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์แก่บ้านเมือง  และบวรพุทธศาสนาเป็นอเนกประการ

นอกจกอัญเชิญพระนามอดีตของเจ้าผู้ครองเมืองน่านมากำหนดเป็นชื่อยุทธการแล้ว พลตรี  ชัยชนะ ยังได้ประกอบพิธีบูชาบวงสรวงดวงพระวิญญาณ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่กำลังพลทุกคนด้วย

การกวาดล้าง  ผกค. ครั้งนี้ มิใช่เพียงกองทัพมีฐานการข่าวที่ดีเท่านั้น หากแต่ยังได้รับข้อมูลจากสมาชิกคอมมิวนิสต์ที่กลับใจด้วย ทำให้กองทัพบกได้ทราบว่า บริเวณดอยผาจิ  ผาช้าน้อย  และผาวัว  เป็นศูนย์กลางการนำของคณะกรรมการภาคเหนือ  และเป็นบริเวณที่ติดตั้งสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ที่ใช้โจมตีฝ่ายรัฐบาล

นอกจากการใช้  กำลังทหารพิเศษ (กองร้อยทหารพรานจู่โจมพิเศษ) จาก  ชค.๕๑๔ แล้ว ยังได้จัดกำลังจากสามชุดปฏิบัติการหลัก  ได้แก่  ชค.อุดมเดช มีกำลังพลประมาณ  ๔๐  นาย  เป็นส่วนเข้าตีหลักเพื่อเข้ายึด  บก.  เขตงานที่  ๗  กองพลา โรงพยาบาล  และสถานีวิทยุ  สปท. ,  ชุด ชค.ขจรเดช มีกำลังพลประมาณ  ๒๐๐  นาย  มีภารกิจเข้าตีลวงทางด้านทิศใต้  ทิศทางบ้านปี้  และ  ชค.สมเดช มีกำลังพลประมาณ  ๘๐  นาย  เป็นส่วนเข้าตีรองทางด้านผาตั้ง  เพื่อโจมตีต่อกองร้อย  ๔๔  ของเขตงานที่  ๗

กำลังพลทุกชุด เข้ารวมพลขั้นต้น และทำการฝึกที่กองพลทหารม้าที่  ๑๒  อำเภอเด่นชัย

จังหวัดแพร่  ก่อนเคลื่อนย้ายออกไปปฏิบัติงานตามภารกิจ การยุทธ์ครั้งนี้ มีการเตรียมการค่อนข้างดีและปิดลับ นับตั้งแต่เตรียมการฝึก จนถึงขั้นปฏิบัติการ

การปฏิบัติการในลักษณะที่ต้องปกปิดไว้เป็นความลับจนถึงที่สุด ทำให้แม้แต่กำลังพลก็ไม่ทราบถึงความมุ่งหมายที่แท้จริงบางหน่วยยังเข้าใจว่าเป็นการฝึกหรือเป็นการแสดงลวง จึงมิได้นำอาวุธยุทโธปกรณ์มาครบถ้วนอย่างสมบูรณ์ พันเอก พิรัต  ศรีวัฒนพงศ์ เล่าว่า “พลเอก แป้ง ถูก

ผู้ใหญ่ต่อว่ามากมายว่าวางแผนยุทธการกันอย่างเร้นลับโดยไม่ให้รับรู้ ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นผู้ใหญ่ระดับสูงสามารถเข้าถึงขั้นความลับ  ลับที่สุดได้  แต่ไม่ได้รู้อะไรเลย ซึ่งในความเป็นจริงก็คือ พันเอก แป้ง ได้รับการกำชับจากผู้บัญชาการกองกำลัง กองพลทหารม้าที่  ๑  ว่ามีหน้าที่ปฏิบัติตามแผนเท่านั้น ส่วนเรื่องการที่จะแจ้งให้ผู้ใดทราบนั้น เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชากองกำลังเอง และในช่วงก่อนปฏิบัติการ  พันเอก แป้ง ก็ได้นำกำลังพลที่ร่วมปฏิบัติภารกิจทุกคนปฏิญาณตนต่อหน้าพระพุทธรูปว่า  จะรักษาความลับไว้จนถึงที่สุด  จะไม่แพร่งพรายต่อบุคคลอื่นเป็นอันขาด  ดังนั้น แม้แต่การจัดหาเสบียงอาหาร ซึ่งมี กล้วยตาก เป็นอาหารหลักก็ต้องสั่งตรงมาจากกรุงเทพฯ (การที่

ใช้กล้วยตากนั้นเพราะกล้วยตากมีน้ำหนักไม่มาก และอิ่มท้อง อยู่ได้นาน ทั้งยังไม่ยุ่งยากในการหุงต้ม และไม่เหลือร่องรอยให้ศัตรูได้พลเห็น)

ในการปฏิบัติการ กำลังหลักจาก ชค.อุดมเดช เคลื่อนย้ายทาง ฮ. โดยการส่งลง  ณ ตำบล

ที่เลือกไว้แล้วในพื้นที่จังหวัดน่าน ปฏิบัติการในลักษณะนี้กองพลทหารม้าที่  ๑  ยังไม่เคยปฏิบัติมาก่อน ส่วนหน่วยกองร้อยอาสาสมัครทหารพรานจู่โจมจากค่ายปักธงชัย ปฏิบัติการได้เงียบ เฉียบพลัน สมชื่อหน่วย โดยทำการเคลื่อนย้ายในเวลากลางคืน พักผ่อนนอนหลับในเวลากลางวัน

ทำให้สามารถแทรกซึมเข้าถึงที่ตั้งของ ผกค. ได้โดยศัตรูไม่รู้ตัว เข้าลักษณะที่เรียกว่า  ตลบมุ้งไล่ล่า

กันทีเดียว (พิรัต  ศรีวัฒนพงศ์,บันทึก) แต่จากการปะทะกันไม่พบร่องรอยของศพหรือผู้บาดเจ็บฝ่าย  ผกค.แม้แต่คนเดียว  ทั้ง ๆ ที่คาดว่าน่าจะมีการสูญเสียมิใช่น้อย

การที่มีกำลังคนเข้าปฏิบัติงานจำนวนมากถึงประมาณ ๑,๐๐๐ คน  ทำให้ต้องมีการประสาน

อย่างละเอียดรอบคอบเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุด ดังนั้นเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนงาน ขณะเคลื่อนย้ายกำลังพล ซึ่งส่วนใหญ่เคลื่อนย้ายทาง ฮ. จึงมีการจัดตั้งกองบัญชาการลอยฟ้าขึ้น

ควบคุมการปฏิบัติงานอยู่บน ฮ.๒๑๒ และขณะส่งกำลังลงสู่ที่หมาย ก็ได้มีการประสานให้มีการยิงคุ้มครองตลอดเวลา ซึ่งการยิงที่ได้รับผลอย่างสมบูรณ์นั้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงการประสานที่ดีระหว่างฝ่ายที่ควบคุมแผนการปฏิบัติของกองพลกับผู้บังคับบัญชากองพันทหารปืนใหญ่ที่  ๗๐๔

ในที่สุด กำลังเจ้าหน้าที่ก็สามารถเข้าตรวจค้นและรวบรวมของภายใน บก.เขตงาน  ๗  ได้

โดยง่าย ที่สำคัญคือสามารถยึดสถานีดักฟัง และอุปกรณ์ที่ใช้ในการออกอากาศทางสถานีวิทยุเสียง

ประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) พร้อมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้ได้เป็นจำนวนมาก ทางด้าน

ชค.ขจรเดช  และ  ชค.สมเดช  ซึ่งเป็นส่วนเข้าตีรองก็ได้ใช้การเดินเท้าเข้าแทรกซึมด้วยระยะทางที่ยาวไกล ท่ามกลางภูมิประเทศที่ยากลำบาก อาศัยที่มีความทรหดอดทนและแข็งแกร่ง จึงสามารถปฏิบัติภารกิจได้ลุล่วง

ปฏิบัติการครั้งนั้นสื่อต่าง ๆ พากันกล่าวขวัญถึงด้วยความชื่นชม และมีการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องเป็นแรมเดือน

เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ ผกค. เกิดการระส่ำระสาย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เข้ามอบตัวเป็นผู้ร่วม

พัฒนาชาติไทยบางคน ก็เป็นการทำตามแผนของ พคท. ดังข้อมูลในจดหมายของ ผกค. บางฉบับ

ที่วิเคราะห์ได้ว่า พคท. ยังคงใช้แนวทางการต่อสู้แบบป่าประสานเมืองโดยใช้งานด้านการทหารในพื้นที่ชนบท ใช้วิธีการสู้ทางเศรษฐกิจและการเมืองในเขตเมือง เพื่อก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ขยายแนวร่วม ทำการสร้างความปั่นป่วนในกลุ่มนักการเมือง  นิสิต  นักศึกษา  ข้าราชการ  กรรมกร  ด้วยวิธีการทุกรูปแบบ  ทั้งนี้  มีการใช้ศิลปะเข้าสอดแทรกในเนื้อหาของเพลงด้วย

และจากเอกสารที่ยึดได้เช่นกัน ทำให้รู้ว่า เข็มมุ่งของเขตงาน  ๗  เป็นไปตามคำขวัญที่ว่า “ปรับปรุงภายใน ทะลวงออกไปภายนอก” โดยแบ่งออกเป็น  ๖  งาน  (กองพลทหารม้าที่  ๑ , ๒๕๒๕:  ๙๐) ได้แก่  งานพรรค  งานการทหาร  งานเขตจรยุทธ์  งานฐานที่มั่นและอำนาจรัฐ งานการแพทย์และสาธารณสุข และงานพลาฯ ทั้งนี้ได้มีการเสริมสร้างกองทหารให้เข้มแข็ง เพื่อให้สามารถพิทักษ์ฐานที่มั่นไว้ให้ได้ และจะยังคงดำรงการติดต่อระหว่างป่ากับเมืองไว้ อย่างต่อเนื่อง ความสำคัญอีกประการหนึ่ง  ของเขต  ๗  คือ เป็นสถานที่บ่มเพาะนักศึกษา

การเปิดยุทธการ “สริยพงษ์” ด้วยระยะเวลาปฏิบัติการ  ๑๖  วัน  ได้ทำลายฐานปฏิบัติการที่เข้มแข็งที่สุดของ  ผกค. ได้เป็นผลสำเร็จ ทำให้ ผกค. ได้รับการสูญเสียอย่างมาก โดยเฉพาะการที่

สามารถสลายเขตงานผาจิลงได้ทั้งหมด ทำให้มีมวลชน ทหารหลักและทหารบ้าน เข้ามอบตัวถึง  ๕๒๖  คน และในเอกสารที่ยึดได้แสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่า สถานการณ์ต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัด

น่านที่แปรเปลี่ยนไปมาก เนื่องมาจากเกิดยุทธการบ่อยครั้ง จนเป็นเหตุให้เกิดการติดขัดในเรื่องของ

การเคลื่อนไหวซึ่งแตกต่างไปจากเมื่อ ๑๐  ปี ที่ผ่านมา เวลานั้นการจะไปไหนมาไหน กระทำได้อย่างเสรี

ความสำเร็จในครั้งนี้ เกิดจากความสามารถของกองกำลังกองพลทหารม้าที่  ๑  ในการประ

สานแผนและขอความร่วมมือจากหน่วยที่เกี่ยวข้องอย่างได้ผล (กองพลทหารม้าที่  ๑  :  ๑๒๒)  ไม่ว่าจะเป็นกองทัพบก  กองทัพอากาศ  ตำรวจตระเวนชายแดน  กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภาย

ในจังหวัดน่าน  พตท.๓๑  เป็นต้น  ประกอบกับข่าวกรองจากหน่วยเหนือถูกต้องแน่นอน ถึงร้อยละ ๙๕ และมีการรักษาความลับที่ดีเยี่ยม สำคัญที่สุดคือ กำลังพลที่มีจิตใจรุกรบสูง ผนวกเข้ากับความ

จริงใจและประสิทธิภาพของผู้นำของกองพลทหารม้าที่  ๑  ด้วย

ในช่วง  ๗  วันแรกของการตั้งกองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติบนเนิน  ๙๔๘  เพื่อตรวจ

สอบค้นหากำลัง  ผกค. และมวลชนตลอดจนแหล่งเสบียงอาหาร เพื่อทำลายล้างนั้น ผู้บัญชาการกองพลและเสนาธิการกองพลได้ขึ้นไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจถึงที่ตั้งกองบัญชาการ  ส่วนการปฏิบัติงานในช่วง  ๗  วันต่อมา  มีการปะทะกันประปรายตลอดเวลา

ในการสรุปบทเรียนและข้อขัดข้อง  พันเอก แป้ง ในฐานะเสนาธิการกองกำลังกองพลทหารม้าที่  ๑  ได้สรุปบทเรียนที่ได้รับพร้อมข้อเสนอแนะสำหรับการปรับปรุงแก้ไขในยุทธการครั้งต่อไปไว้ (กองพลทหารม้าที่ ๑ : ๑๑๙ – ๑๒๑)

บทเรียนจากรบ

- เนื่องจากมีการรักษาความลับเป็นอย่างดี และมิได้ประสานให้หน่วยเข้ารับการฝึก ได้ทราบถึงจุดหมายอย่างแท้จริง จึงเป็นเหตุให้ยุทโธปกรณ์และเครื่องมือสื่อสารที่หน่วยนำไปใช้ไม่พร้อมที่จะปฏิบัติการรบ และการที่ครูฝึกมีจำนวนน้อย  กำลังพลเข้ารับการฝึกมีจำนวนมาก ไม่สมดุลกัน ก็สืบเนื่องจากการรักษาความลับเช่นเดียวกัน

- การประกอบกำลังทำให้ขาดเอกภาพในการบังคับบัญชาเพราะจัดกำลังผสมผสานกันระหว่างหน่วยต่าง ๆ ใน พตท.๓๒ ซึ่งประกอบไปด้วย  ทหาร  ตำรวจ  อาสาสมัครทหารพราน  อาสาสมัครรักษาดินแดนจังหวัด ทำให้การปฏิบัติของหน่วยไม่แน่นแฟ้นเท่าที่ควรก่อให้เกิดปัญหาการควบคุมในระหว่างปฏิบัติการตามแผน

- ข้อขัดข้องประการสำคัญที่น่าจะบันทึกไว้ ได้แก่ การส่งลงทางอากาศ ซึ่งมีความสับสนในการปฏิบัติเป็นอย่างมาก  เนื่องจากสาเหตุ  ดังนี้

- สภาพอากาศที่มีหมอกแดดหนามาก  ทัศนวิสัยมองเห็นไม่เกิน ๑ ไมล์

- การซักซ้อม ทั้งกำลังพลที่ส่งลงและนักบิน ตลอดจนการแสดงสัญญาณของหน่วยที่ส่งลงไม่สามารถกระทำได้ จนกระทั่งส่งลง ผบ.ชค.อุดมเดช  ได้แล้ว  จึงแก้ปัญหาได้ในลักษณะสถานการณ์เช่นนี้  ผกค. ไม่คาดคิดว่าฝ่ายเราจะสามารถทำการส่งลงได้ จึงเข้าลักษณะ

การจู่โจม

การติดต่อสื่อสารจาก ซีเอ็นซี. ซึ่งเป็นผู้ควบคุม ฮ.ที่นำส่งลงทั้งหมดใช้วิทยุ

พีอาร์ซี – ๒๕  ไม่ได้ใช้วิทยุที่ติดตั้งประจำ ฮ.

- การเดินทางเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายของ ชค.สมเดช และ ชค.ขจรเดช  เป็นการเดินทางแทรกซึมที่มีระยะทางไกล เป็นการเดินทางแทรกซึมที่มีระยะทางไกลในภูมิประเทศที่ยากลำบาก ทำให้กำลังพลอ่อนเพลีย แต่เนื่องจากกำลังพลได้รับการฝึกมาระยะเวลาหนึ่ง สภาพร่างกายจึงแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง มิฉะนั้นแล้วความอ่อนเพลียของกำลังพล อาจจะทำให้เสียภารกิจไก้ เพราะถ้า ชค.สมเดช ไม่สามารถยึด ทม.๓  คือ กอง ๔๔  ทหารหลักได้ ภารกิจในขั้นตอนต่อไปต้องถูกกระทบอย่างแน่นอน จึงต้องยอมรับว่า ชค.สมเดช มีความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง น่าจะนำมาเป็นข้อพิจารณา สำหรับการวางแผนให้หน่วยที่ต้องเคลื่อนที่ทางเท้า ด้วยระยะทางไกล ๆ ในสภาพภูมิประเทศทุรกันดารต่อไป

- ลักษณะภูมิประเทศเป็นอุปสรรคในการติดต่อสื่อสารทำให้หน่วยประสบปัญหา

ชค.สมเดช และ ชค.อุดมเดช ถูกดอยผาวัวขัดขวางการติดต่อสื่อสารโดยสิ้นเชิง จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้ บต.๑๙ เป็นสถานีกลางให้ นอกจากนั้น ชค.สมเดช ยังประสบปัญหาเรื่องชุดวิทยุใช้การไม่ได้ด้วย

- คนนำทางเป็นปัญหาสำคัญมาก หากไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากคนนำทางแล้ว ภารกิจนี้น่าจะไม่สำเร็จทั้ง ๆที่การข่าวชั้นต้นนั้นฝ่ายเรากำหนดที่หมายผิดพลาด  ที่เด่นชัดคือการเข้ายึดสถานีวิทยุ  สปท. เรื่องนี้หากขาดคนนำทางแล้วน่าจะค้นหาไม่พบ  คำนำทางนั้น  จะต้องมีการประสานงานกันและมีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ได้มีคนนำทางหลบหนีออกมา เนื่องจากฝ่ายเราไม่ให้ความไว้วางใจ เขาไม่ได้ถืออาวุธปืน ไม่ได้ติดเครื่องหมายสัญญาณบอกฝ่าย เมื่อคนนำทางชี้ที่หมายให้ แต่ฝ่ายเราไม่ไว้วางใจ คนนำทางที่หลบหนีออกมานั้น เมื่อสมทบให้กับหน่วยพลูหลวง

กลับเป็นประโยชน์อย่างมาก สามารถนำตรวจค้นจนพบ กอง  ๔๕  ได้ในเวลาต่อมา

- การแสดงลวง โดย ชป.ยุทธเดช  ของ ชค.ขจรเดช  ตามแผนฯ ทำให้เกิดความล่าช้าไม่คล่องตัว แต่ช่วยให้ฝ่ายเราประสบผลสำเร็จโดยสมบูรณ์ แม้หน่วยจะถูก ผกค. เกาะติดตลอดเวลา จนต้องประสบกับการสูญเสียกำลังพลไปบ้าง

- การข่าวตามแผนยุทธการนี้ เกือบจะสมบูรณ์ที่สุด ข้อบกพร่องที่ปรากฏได้แก่ ข่าวที่ได้รับกับการตรวจการณ์ในภูมิประเทศจริงยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง

ข้อเสนอแนะ

- ผกค. อาจจะมีการตอบโต้ฝ่ายเราได้จากในป่าและในเมือง ในป่านั้นน่าจะเป็นการลอบยิง บ. และ ฮ. การวางกับระเบิด ส่วนในเมืองน่าจะเป็นการลอบก่อวินาศกรรมสถานที่สำคัญ ๆ ของทางราชการและชุมนุมชน ดังที่เคยปรากฏมาแล้วในภาคใต้

- การขยายผลปฏิบัติการจิตวิทยาจากทางอากาศ ด้วยการกระจายเสียงไม่ได้ผล เนื่องจากมวลชนไม่สามารถจับข้อความได้ชัดเจน เว้นแต่จากการทิ้งใบปลิวซึ่งได้ผลมาก ด้านการกระจายเสียงน่าจะกระทำโดยติดตั้งเครื่องกระจายเสียง ณ ฐานที่ตั้งบริเวณสูง ๆ ออกอากาศด้วยลำโพงรอบทิศทางจะเป็นการดีที่สุด เพราะสามารถนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไปติดตั้งได้

ส่วนสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยให้การแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ในพื้นที่เขตงาน ๗  ประสบผลต่อเนื่องอย่างสมบูรณ์ คือ ได้มีการนำเอาการพัฒนาการเข้าไปใช้ในพื้นที่ โดยมีการจัดทำโครงการพัฒนาแม่บท  ๒  โครงการ  ระยะเวลาดำเนินการจากปี พ.ศ. ๒๕๒๕ – ๒๕๒๗ ได้แก่

- พตท.๓๒ เสนอ โครงการเพื่อการพัฒนาความมั่นคงลุ่มน้ำสาว – น้ำค้าง

- พตท.๓๑ เสนอ โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงบริเวณ รอยต่อ อำเภอปง-อำเภอเชียงม่วน-จังหวัดพะเยา

สาระสำคัญของโครงการพัฒนา เป็นการสร้างเส้นทางยุทธศาสตร์เข้าพื้นที่เป้าหมาย และจัดตั้งหมู่บ้านใหม่ขึ้นในพื้นที่เป้าหมาย ขณะเดียวกันก็ทำการพัฒนาหมู่บ้านรอบนอกแบบผสมผสานทุกรูปแบบ เพื่อเสริมความมั่นคงแก่พื้นที่เป้าหมายทุก ๆ ด้าน ได้แก่ การปรับปรุง ก่อสร้างและพัฒนาปัจจัยพื้นฐานที่จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและการดำรงชีพ การพัฒนาแหล่งน้ำบริโภคและการเกษตร การพัฒนาทางสังคมสงเคราะห์ การป้องกันและพิทักษ์ทรัพยากรให้ได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การศึกษา และการพัฒนาชุมชน

นอกจากนั้นยังมีการจัดทำโครงการต่อเนื่องในระยะยาวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ความเป็นจริง และสอดคล้องกับความต้องการที่จำเป็นในการพัฒนาและมีการดำเนินการต่อมวลชนที่เข้ามอบตัวอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การสงเคราะห์และจัดเข้าไปอยู่ในพื้นที่ตามโครงการที่วางไว้ต่อไป

เมื่อจบภารกิจจากยุทธการสุริยพงษ์ กองทัพภาคที่  ๓  ได้เปิดยุทธการธารีฉัตรขึ้นในห้วงเวลาตั้งแต่  ๒๒  เมษายน – ๒ พฤษภาคม  ๒๕๒๕  เพื่อค้นหาและพิสูจน์ทราบแหล่งซ่อนอาวุธยุทโธปกรณ์ และเพื่อทำลาย  ผกค. ในเขตงาน  ๙ ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกของลำน้ำน่าน การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ทำกันอย่างปิดลับที่สุด ไม่มีการติดต่อกันทางวิทยุ แต่ใช้วิธีการเรียก ผบ.หน่วยคุมกำลังลงมาพบที่ พตท.๓๒ เพื่อสั่งการ แม้ตาการเขียนคำสั่งยุทธการก็ใช้เขียนด้วยลายมือแทนการพิมพ์ดีด ผลการปฏิบัติครั้งนี้ ทำให้สามารถเข้ายึดเขตงาน  ๙  ของ  ผกค. และทำลายแหล่งซ่อนอาวุธได้เกือบทั้งหมด โดย ผกค. ส่วนหนึ่งหลบหนีเข้าไปอยู่ในเขตลาว และบางส่วนได้พากันเข้ามอบตัวต่อทางราชการ (ฝ่ายยุทธการ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก : ๒ : ๗๓๔-๗๓๗)

การปราบปราม  ผกค. ในเขตรอยต่อจังหวัดน่าน และจังหวัดพะเยา ที่ได้ดำเนินการไปแล้วนั้น เป็นการสลายเขตงาน ๗ (ผาจิ) และเขตงาน ๙ (ขุนน้ำบาล) เท่านั้น ยังมี ผกค.ดำเนินงานอยู่ในเขตงานอื่นอีกหลายพื้นที่ ซึ่งกองบัญชาการผสมพลเรือน  ตำรวจ  ทหาร  ที่  ๓๒  หรือ พตท.๓๒ ได้เข้าทำลายทีละส่วนอย่างต่อเนื่องเป็นขั้นตอน โดยจัดเป็นยุทธการครั้งใหญ่รวม  ๔  ครั้ง เพื่อปฏิบัติต่อที่หมายในเขตต่าง ๆ  ได้แก่

- ยุทธการสุริยพงษ์  ๒  เปิดยุทธการในห้วยลาตั้งแต่  ๒๑  ธันวาคม  ๒๕๒๕ – ๓ มกราคม ๒๕๑๖  เพื่อสลายเขตงาน  ๑

- ยุทธการสุริยพงษ์  ๓  เปิดยุทธการในห้วงเวลาตั้งแต่  ๖  มกราคม  -  ๑๕  มกราคม  ๒๕๒๖ เพื่อสลายเขตงาน  ๑

- ยุทธการสุริยพงษ์  ๔  เปิดยุทธการในห้วงเวลาตั้งแต่  ๑  มีนาคม  -  ๑  เมษายน  ๒๕๒๖  เพื่อสลายเขตงาน  ๔

- ยุทธการสุริยพงษ์  ๕  เปิดยุทธการในห้วงเวลาตั้งแต่  ๔  พฤศจิกายน  -  ต้นเดือนธันวาคม  ๒๕๒๖  เพื่อสลายเขตงาน  ๓, ๕,  และ  ๖

การดำเนินการตามยุทธการต่าง ๆ เป็นไปตามเป้าหมาย โดย พตท.๓๒ สามารถสลายเขตงานและฐานที่มั่นในแต่ละเขตงานลงได้ทั้งหมด แม้แต่ในเขตงาน  ๔  ซึ่งเป็นเขตงานใหญ่ และเข้มแข็งที่สุด ทั้งยังมีมวลชน  และ  ผกค. กลับใจเข้ามอบตัวเป็นจำนวนมาก

เมื่อทางการสามารถสลายเขตฐานที่มั่นของ ผกค.ทั้ง  ๘  เขต งานได้จนหมดสิ้นแล้ว  พตท.๓๒ จึงได้จัดงาน “วันน่านสันติสุข” ขึ้นเมื่อ  ๒๒  ธันวาคม  ๒๕๑๖  อันเป็นการประกาศการยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธของ ผกค. ในพื้นที่ภาคเหนือลงทั้งหมด โดย พลเอก อาทิตย์  กำลังเอก  ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธี มีผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยจำนวนกว่า  ๖  พันคน  กล่าวคำปฏิญาณตนว่า  จะจงรักภักดีต่อชาติ  ศาสนา และพระมหากษัตริย์  ตลอดจนจะเข้าร่วมในการพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง โดยไม่ย้อนกลับไปเป็นมวลชนของ ผกค.อีกต่อไป





บทความล่าสุด