วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหารเป็นวัดพระอารามหลวงชั้นโท ได้รับอิสริยศักดิ์ของพระอารามในอันดับ วรวิหาร ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกริมแม่น้ำป่าสัก ห่างจากชายตลิ่ง๒๒0เมตรในท้องที่หมู่บ้านเพนียด ตำบลบ้านสวนพริก อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเนื้อที่อาณาเขตวัด๒๙ไร่และมีที่นาเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดติดต่อกับวัดเป็นผืนเดียวกันกันอีก๔๓ไร่

เดิมเป็นวัดราษฎร์มีนามว่า วัดทะเลหญ้า เพราะตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้าถึงฤดูฝนตกน้ำท่วมตลอดทุกปี อนึ่งคำว่าทะเลหญ้านี้ อาจจะมาจากคำว่าทำเลหญ้าก็ได้ เป็นวัดโบราณ สร้างมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่ได้กลายสภาพเป็นวัดร้างมาเป็นเวลาช้านาน พระอุโบสถ เสนาสนะสงฆ์ และถาวรวัตถุต่างๆพังทลายเสียหายไปทั้งหมด คงเหลือแต่เนินพระเจดีย์พอเห็นเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นวัดร้างมาก่อนเท่านั้น ด้วยกุศลเจตนาในอันที่จะทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ถาวรจิรัฏฐิติกาลสืบไป สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงเห็นว่าวัดร้างแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณเงียบสงัด สมควรเป็นที่จำพรรษาบำเพ็ญสมณธรรมของสงฆ์ สามเณรสืบไป พระองค์ท่านทรงมีพระปิติโสมนัสเปี่ยมด้วยพระศรัทธาอันแรงกล้า จึงได้ทรงเริ่มสถาปนาวัดทะเลหญ้าขึ้นใหม่ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่๔แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสร็จเรียบร้อยบริบูรณ์เมื่อปีพุทธศักราช๒๔๑๘ในรัชกาลที่๕ และได้ถวายเป็นพระอารามหลวงโปรดเกล้าฯพระราชทานนามว่า วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวิหาร

สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่๒ แห่งพระบรมวงศ์จักรี สมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระราชชายานารีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นพระชนนี ประสูติ ณ วันเสาร์ ขึ้น๑ค่ำ เดือน๖ปีเถาะ ตรงกับวันที่๒๔เมษายน พุทธศักราช๒๓๖๒ พระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าชายกลางมีพระภาตาและภคินีร่วมพระชนนีเดียวกันอีก๓พระองค์คือ พระเชฏฐภาตา เจ้าฟ้าชายอาภรณ์ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่๓ พระกนิษฐภคินี เจ้าฟ้าหญิงหนึ่งองค์สิ้นพระชนม์แต่ยังทรงพระเยาว์ และพระกนิษฐภาตาหนึ่งพระองค์ ทรงพระนามว่าเจ้าฟ้าชายปิ่วสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่๓เมื่อชันษา๑๙ ส่วนพระชนนี สมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระราชชายานารีนั้น สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่๓ พุทธศักราช๒๓๑๘เมื่อพระชนมพรรษา๔๒ปี
เจ้าฟ้าชายกลางเริ่มแรกรับราชการในกรมวังในรัชกาลที่๓ครั้นถึงรัชกาลที่พระราชทานนามว่าเจ้าฟ้ามหามาลา และทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นปราบปรปักษ์ ต่อมาทรงเลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมขุนบำราบปรปักษ์ โปรดเกล้าฯ ให้ว่ากรมวัง กรมพระคชบาลและกรมสังฆการีธรรมการ ในรัชการที่๕ โปรดเกล้าฯเลื่อนกรมขึ้นเป็นพระยาบำราบปรปักษ์ ครั้นถึงปีพุทธศักราช๒๔๒๘ได้โปรดเกล้าฯเลื่อนกรมขึ้นสูงสุดเป็นกรมสมเด็จพระยาบำราบปรปักษ์ทรงพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่าสมเด็จพระยาบำราบปรปักษ์มหิศวรศักดิสุนทรรวิวงศ์ บรมพงศ์บริพัตร วิวัฒนยโสดม สรรพศิปาคม อุดมกิจ พิฆเนศวรประสิทธิคชกรรมสาตรโหรกลานุวาทกาพยปฏิภาณ สกฤษฏิศุภการสกลรัษฎาธิกกิจ ปรีชาวตโยฬาร สมบูรณคุณสารสุจริตจริยาภิรมย์ ราชพงศานุกรมุขปดิษฐา สกลนราภิมานิต นริศราธิบดินทร์ ปรมินทรมหาราชวโรปการปรีชาญาณยุติธรรมา-ชวาธยาศรัย ศรีรัตนไตรสรณคุณารักษ์ บรมอัครมหาบุรุษยรัตน์สุขุมาลกษัตริย์วิสุทธิชาติ ธรรมิกนาถบพิตร และในรัชกาลที่๕ นี้ที่ประชุมพระราชวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่ พร้อมกันสมมุติให้เป็นผู้สำเร็จราชการในพระราชสำนัก และว่าการพระคลังทั้งปวง ต่อมาได้ทรงว่าการกระทรวงหาดไทยอีกกระทรวงหนึ่ง สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่๕ เมื่อปีพุทธศักราช๒๔๒๙ พระชนมพรรษา๖๒ปี พระองค์ท่านทรงเป็นต้นสกุลมาลากุล

พระบรมรูป ร.5 ในวิหาร

พระบรมรูป ร.5 ในวิหาร

มูลเหตุที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงสร้างวัดบรมวงศ์ฯขึ้นนี้ โดยองค์ท่านได้ทรงศึกษาคชกรรมศาสตร์จากเจ้าบรมเธอ กรมหลวงเทพยพลภักดิ์(พระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าออภัยทัต) พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงเป็นพระหมอเฒ่าและอาจารย์ต้นตำรับศิลปะศาสตร์เรื่องช้าง ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์และได้ทรงว่าการกรมพระคชบาล ในรัชกาลที่๒ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่๓ เมื่อปีพุทธศักราช๒๓๘0 เมื่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงเทพยพลภักดิ์สิ้นพระชนม์แล้ว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ (พระนามเดิมพระองค์เจ้าพนมวัน) ได้ทรงว่าการกรมพระคชบาล ต่อมาจนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อพุทธราช ๒๓๙๙ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงพระยศเป็นกรมขุนบำราบปรปักษ์ ว่าการกรมพระคชบาลอีกหน้าที่หนึ่งสืบต่อมา และมีเพียงแต่จะได้รับหน้าที่ว่าการกรมพระคชบาล สืบแทนอาจารย์ผู้ทรงสอนวิชาคชกรมศาสตร์เท่านั้นก็หาไม่ พระองค์ยังได้ทรงเป็นพ่อหมอเฒ่าสืบแทนพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงเทพยพลภักดิ์
และได้พระราชทานวังของพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงเทพยพลภักดิ์ ตรงข้ามประตูวิเศษไชยศรี ซึ่งเป็นที่ตั้งกรมศิลปากรในปัจจุบันนี้รวมทั้งตำหนักประทับแรมที่ตำบลเพนียด จังหวัพระนครศรีอยุธยา เป็นที่ประทับอีกด้วยเมื่อพระองค์ท่านทรงมีหน้าที่ดูแลเพนียดอันเป็นที่สำหรับคล้องช้างป่า ทั้งเป็นผู้ทรงควบคุมการจับช้างด้วยเช่นนี้ จึงต้องเสด็จไปประทับแรมที่ตำหนักเพนียดเสมอ เมื่อได้ทรงเห็นวัดทะเลหญ้ากลายเป็นวัดร้างอยู่กลางทุ่งไม่ห่างจากเพนียดและตำหนักที่ประทับแรมของพระองค์มากนักประกอบด้วยพระองค์ทรงมีพระหฤทัยตั้งมั่นในสุจริตยุติธรรม และทรงประพฤติพระองค์มั่นคงในพระไตรสรณาคมณ์ มีศัทธาแรงกล้าในอันจะทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนา พระคุณลักษณะเช่นนี้ว่ามีปรากฏอยู่ในสร้อยพระนามทรงกลม ที่จารึกไว้ในพระสุพรรณบัฎว่า สมเด็จพระยาบำราบปรปักษ์ฯลฯ…สมบรูณคุณสารสุจริตจรยาภิรมณ์… ปรีชาญาณยุติธรรมาชวาธยาศรัยศรีรัตนไตรสรณคุณารักษิ…อาศัยพระกุศลจริยา ดังกล่าวนี้ จึงเป็นพลวปัจจัยนำให้พระองค์ทรงสร้างวัดบรมวงศ์ฯ ขึ้น ส่วนตำหนักประทับแรมที่เพนียดนั้นภายหลังต่อมาทางราชการได้ใช้เป็นสถานที่โรงเรียนช่างต่อเรือของกรมอาชีวศึกษา และเมื่อโรงเรียนนั้นไม่ได้ใช้สถานที่นั้นแล้ว จึงได้ใช้เป็นโรงเรียนประชาบาลต่อมาจนบัดนี้
การสร้างวัดบรมวงศ์ฯ ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาบำราบปรปักษ์นี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชศรัทธาและทรงสนพระราชหฤทัยด้วยเป็นอย่างมาก ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สมทบการก่อสร้างเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังทรงสร้างกุฏิถวายสงฆ์เป็นส่วนของพระองค์ด้วยหลังหนึ่ง เมื่อถึงเทศกาลกฐินก็ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคจากกรุงเทพฯ ไปถวายผ้าพระกฐิน เป็นพิธีหลวง ต่อมาเมื่อถึงคราวงานพิธีฝังลูกนิมิตและสมโภชพระอาราม ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานประกอบพระราชพิธี ยิ่งกว่านั้นการบอกสีมาทั้ง ๘ ทิศรอบพระอุโบสถ ในพิธีกรรมผูกพัทธสีมา ก็ได้มีพระราชศรัทธาแรงกล้า ทรงรับพระราชภาระเป็นผู้ดำรัสตอบคำถามของพระสงฆ์ เป็นภาษาจีนครบทั้ง ๘ ทิศ หน้าที่ผู้บอกสีนั้นจะให้คฤหัสถ์คนหนึ่งหรือหลายคน ที่จำคำบาลีว่า ปาสาโณ ภนุเต ได้เป็นผู้กล่าวตอบคำถามของพระสงฆ์ก็พอ แต่พระบาทสมเด็จพระอยู่หัว ทรงกระทำหน้าที่อุบาสกนี้ด้วยพระองค์เอง โดยมิได้ทรงถือว่าเป็นการที่พระเจ้าแผ่นดินไม่ควรทรงกระทำซึ่งการทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันพิเศษนี้ยังไม่พบหลักฐานที่ปรากฏว่า พระมหากษัตริย์พระองค์ใดได้ทรงกระทำมาก่อน และในการสร้างหรือปฏิสังขรณ์วัดใด ดังจะได้เห็นจากพระราชกิจรายวันที่ได้ทรงบันทึกไว้ ในส่วนที่เกี่ยวกับวัดบรมวงศ์ฯ ต่อไปนี้

มีคำเล่าเมื่อสมเด็จฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงสร้างวัดทะเลหญ้าขึ้นเสร็จเรียบร้อยแล้วได้ทรงตั้งนามวัดนี้ใหม่ว่า “วัดติณวัลย์”หรือ “วัดติณวัน”(ยังไม่พบหลักฐานคำเขียนที่แน่นอน)ต่อมาเมื่อได้ถวายให้เป็นพระอารามหลวง จึงได้โปรดเกล้าฯพระราชทานนามใหม่ว่า“วัดบรมวงศ์อิศรวราราม”แต่ยังไม่พบหลักฐานการเปลี่ยนชื่อวัดทะเลหญ้าเป็นวัด“ติณวัลย์”หรือ “ติณวัน”เป็นรูปคำบาลีก่อนหน้าได้รับพระราชทานนามเป็น“วัดบรมวงศ์อิศรวราราม”
การที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงสถาปนาวัดทะเลหญ้าขึ้นเป็นบรมวงศ์อิศรวรารามนี้ มิใช่เพียงแต่เป็นการบูรณปฏิสังขรณ์เท่านั้น แต่ได้ทรงสร้างวัดขึ้นใหม่ ในที่วัดเก่าร้างทั้งหมดอย่างครบถ้วนบริบรูณ์พร้อมด้วย พระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ พระสถูปเจดีย์ กุฏิเสนาสนะสงฆ์ และถาวรวัตถุอื่นๆ ถาวรวัตถุเหล่านี้ทรงสร้างขึ้นอย่างประณีตถาวรก่ออิฐโบกปูน ปูพื้นด้วยหินอ่อน ประกอบด้วยลวดลายศิลปะเป็นพระมาหามาลาและภาพจิตกรรมต่างๆอย่างงดงาม นับว่าเป็นวัดที่งามเด่นมากวัดหนึ่งผู้ผ่านสัญจรไปมาทั้งทางน้ำหรือบกจะสามารถมองเห็นความสง่างามของวัดนี้ได้ตั้งแต่ระยะไกล รายการอาคาร ถาวรวัตถุของวัดที่ทรงสร้างขึ้นในสมัยแรกนั้นนับว่าวิจิตรงดงามมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ภายหลังต่อมาถาวรวัตถุและปูชนีวัตถุที่งดงามเด่นเหล่านี้ต้องประสบกับความเสื่อมโทรมและบางอย่างก็พังทลายหมดสภาพไป สิ่งที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯทรงสร้างไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยศิลปะฝีมือช่างอย่างประณีตในสมัยแรกสร้างวัดนั้น เป็นรายการดังนี้
๑.พระอุโบสถถาวรก่ออิฐถือปูน กว้าง ๙.๕0 เมตร ยาว ๑๘.00 เมตร พื้นปูด้วยหินอ่อน ผนังภายในใต้หน้าต่างปูด้วยกระเบื้องลายครามโดยรอบทั้ง ๔ด้านหลังคามุงด้วยกระเบื้องแบบโบราณ เรื่องบนไม้สัก ซุ้มประตู หน้าต่างและช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ สร้างด้วยแบบปูนปั้น เป็นรูปลักษณะนาคเกี้ยวภายในซุ้มประตู หน้าต่างทำเป็นลายเครือวัลย์ล้อมพระมหามาลาอย่างประณีตสวยงาม
๒.พระวิหารตรีมุข สร้างด้วยฝีมืออย่างประณีต ก่ออิฐถือปูน ปูพื้นด้วยหินอ่อนในกว้างตลอดหน้ามุข๑๕.๕0เมตร ยาว๒๒.๕0เมตร ผนังภายในหน้าต่างประดับด้วยกระเบื้องลายครามโดยรอบทุกด้าน เครื่องบนไม้สักหลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีเขียว ซุ้มประตู หน้าต่าง ช่อฟ้า ใบระกา และหน้าบัน ปั้นเป็นลายเครือวัลย์ล้อมพระมหามาลาเช่นเดียวกับพระอุโบสถ
๓.พระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แลพระอัฐกับพระสรีรางคารของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ เป็นพระสถูปเจดีย์องค์ใหญ่ แท่นฐานเป็นรูป๘เหลี่ยม เหลี่ยมใหญ่๔เหลี่ยม กว้างเหลี่ยมละ๖.๓0เมตร เหลี่ยมเล็ก๔เหลี่ยม กว้างเหลี่ยม๓เมตร ส่วนสูงจากพื้นฐานถึงยอดพระเจดีย์๑๘.00เมตรพระสถูปเจดีย์องค์นี้ ตั้งอยู่ระหว่างพระอุโบสถกับพระวิหารตรีมุข สร้างขึ้นบนเนินพระเจดีย์โบราณของวัดทะเลหญ้าเดิม
๔.กำแพงแก้วชั้นใน ก่ออิฐถือปูนมีลายบัว สูง๒.00เมตรกว้าง๒๕.00เมตร ยาว๗0.00ประดิษฐานใบเสมาอันเป็นเขตแห่งพัทธสีมา อยู่เหนือกำแพงแก้วทั้ง๘ทิศใบเสมาทั้งหมดทำด้วยหินอ่อน เป็นรูปลักษณะสวยงามและตามแนวกำแพงด้านยาว มีศาลาตรีมุขด้านละ1หลัง กว้าง๔.๕0เมตร ยาว๗.๕0เมตรรวม๒หลังกับศาลาขนาดย่อมอีก๒หลัง กว้าง๒.๕0 ยาว๗.๕0ศาลาทั้งหมดนี้ก่ออิฐถือปูน เครื่องบนไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องแบบโบราณ ที่กำแพงแก้วด้านหน้าและด้านหลังพระอุโบสถมีซุ้มประตูแบบตรีมุข ประดับด้วยหินอ่อน นับว่าเป็นศิลปะที่ควรสงวนอย่างยิ่ง
๕. กำแพงแก้วชั้นนอก รอบบริเวณพระอุโบสถ พระสถูปเจดีย์ และพระวิหารตรีมุข ก่ออิฐถือปูนมีลาดบัวสูง๑.00เมตร กว้าง๓๕.00เมตร ยาว๘๑.00เมตร
๖.ศาลาการเปรียญกว้าง๙.00เมตร ยาว๑๘.000เมตร ผนังทั้งสี่ด้านก่ออิฐถือปูน มีประตูหน้าต่างโดยรอบ เสาใช้ไม้เต็งรัง พื้น เครื่องบน ฝา และเพดานใช้ไม้สักล้วน หลังคามุงด้วยกระเบื้องแบบโบราณ ประกอบด้วย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ด้านหน้าและด้านหลังของศาลาการเปรียญ มีแท่นฐานก่ออิฐถือปูนรองรับบันได กว้างด้าน๓.๕0เมตร ยาวด้านละ๘.00เมตร พื้นปูด้วยหินอ่อน กรงก่ออิฐถือปูน ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบตาข่ายแบบจีน
๗.ศาลาด้านหน้าและด้านหลังศาลาการเปรียญ เป็นแบบศาลาโถงกว้าง๔.00เมตรยาว๙.00เมตร เสาไม้เต็งรัง เครื่องบนไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องแบบโบราณ ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เวลานี้ชำรุดหมดสภาพแล้ว
๘.หอสวดมนต์ กว้าง๗.๕0เมตร ยาว ๘.๕0เมตร เสาไม้เต็งรังพื้น และเครื่องบนไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องแบบโบราณ
๙กุฏิแถว๔หลังล้อมรอบหอสวดมนต์ หลังหนึ่งกว้าง๖.๕0เมตร ยาว๑๗.๕0เมตร เสาไม้เต็งรัง
พื้น ฝา เพดาน ไม้สักล้วน หลังคามุงกระเบื้องแบบโบราณ มีชานติดกับหอสวดมนต์ทั้ง๔ด้าน
๑๐.กุฏิตึกก่ออิฐถือปูน๑หลังกว้าง๕.๕0เมตรยาว๘.๕0เมตร พื้นและเครื่องบนไม้สัก หลังคามุงด้วยกระเบื้องแบบโบราณ
๑๑.กุฏิแบบสถาปัตยกรรมไทย๒หลังกว้าง๖.๕0เมตรยาว๘.๕0เมตรเสาไม้เต็งรัง พื้น ฝา ฝ้า และเพดานไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องแบบโบราณ
๑๒.หอระฆัง กว้าง ยาว ด้านละประมาณ๒.๕0เมตร สูงประมาณ๑๒.00เมตร เสาไม้เต็งรัง พื้นและเครื่องบนไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องแบบโบราณ แต่พังทลายหมดแล้ว
๑๓.แท่นฐานพระศรีมหาโพธิ์และแท่นฐานอชปาลนิโครธรวม๒ฐานอย่างละต้นก่ออิฐถือปูนสูง๑.00เมตรกว้าง ยาวด้านละ๑๑.00 เมตร
๑๔.ศาลาท่าน้ำหน้าวัดริมแม่น้ำป่าสักกว้าง๖.00เมตร ยาว๑๑.๕0เมตร เสาไม้เต็งรัง เครื่องบนไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องไทย ประกอบด้วย ช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์
๑๕.ตามแนวถนนจากหน้าพระอุโบสถถึงศาลาท่าน้ำ มีศาลารายตามแนวถนนสร้างไว้เป็นระยะ ระยะละ๒หลัง กว้างหลังละ๓.00เมตร ยาว๑๖.00เมตร ก่ออิฐถือปูน เครื่องบนไม้สัก หลังคามุงด้วยกระเบื้องแบบโบราณ
นอกจากพระอุโบสถ พระสถูปเจดีย์ พระวิหารตรีมุข และเสนาสนะถาวรวัตถุที่ทรงสร้างไว้อย่างเหมาะสมสวยงาม ด้วยศิลปะฝีมือช่างอย่างประณีต พระองค์ท่านยังได้ทรงสร้างพระพุทธรูป พระประธานในพระอุโบสถและพระพุทธรูปปางต่างๆไว้เป็นพุทธบูชาอีกหลายองค์
๑. พระประธานในอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หล่อด้วยโลหะลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง
๑เมตร สูงตลอดยอดพระรัศมี๑.๖0เมตรประดิษฐานหินอ่อน ภายใต้เรือนแก้วทำเป็นรูปพระมหามาลา
เมื่อคืนวันที่๒๘พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕00ได้เกิดเหตุการณ์ ที่น่าอนาถสังเวชขึ้นเกี่ยวกับพระประธานองค์นี้ คือ มีคนใจร้าย อำมหิตไม่ทราบจำนวนได้บังอาจลักลอบเข้าไปตัดพระเศียรพระพุทธรูป นำไปขายให้กับแหล่งรับซื้อศิลปวัตถุของคนต่างชาติ แม้จะได้แจ้งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวนแล้ว จนบัดนี้ก็ยังจับตัวคนร้ายใจทมิฬรายนี้มาลงโทษตามกระบิลเมืองไม่ได้ กรมการศาสนาพร้อมด้วยท่านเจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยาจึงได้เสนอขอประธานอนุมัติฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอให้กรมศิลปากรหล่อพระเศียรใหม่ให้มีรูปลักษณะศิลปะเหมือนอย่างพระเศียรเดิมซึ่งกรมศิลปากรได้ให้เจ้าหน้าที่ช่างประติมากรรมจัดการหล่อและนำพระเศียรไปติดตั้งประกอบองค์พระเสร็จเรียบร้อย โดยอาศัยทุนของวัดบรมวงศ์เป็นค่าใช้จ่ายในการหล่อพระเศียรใหม่ครั้งนี้ เป็นเงิน๓,000บาท ในโอกาสที่คุรุสภาได้พระราชทานทอดกฐินในปี๒๕0๒นี้เจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยาพร้อมด้วยข้าราชการและประชาชน จึงได้ประกอบพิธีนิมนต์พระสงฆ์๙รูปเจริญพระพุทธมนต์สวดพุทธภิเษกตามประเพณีนิยม เป็นการสมโภชฉลองพร้อมกับงานพระกฐินพระราชทานครั้งนี้
๒.รูปพระอัครสาวกเบื้องขวา คือ พระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องซ้าย คือ พระมหาโมคคัลลานะ
ในลักษณะนั่งคุกเข่า หล่อด้วยโลหะลงรักปิดทองทั้ง๒องค์ขนาดกว้าง๔๕เซนติเมตร สูง๙0เซนติเมตร
๓.พระพุทธรูปหล่อในลักษณะท่ายืน ปางประทานพร สูง๒.๗๕เมตรประดิษฐานบานบนแท่นฐานหินอ่อน ในพระวิหารตรีมุขด้านทิศใต้
๔.พระพุทธรูปหล่อในลักษณะท่ายืน ปางห้ามสมุทร สูง๑.๘0เมตร ประดิษฐานบานบนแท่น มีคำจารึกประวัติการสร้างไว้บนแผ่นหินอ่อนติดอยู่ที่แท่นฐาน ในพระวิหารตรีมุขด้านทิศเหนือ ภายใต้บุษบกหลักลวดลายศิลปะและลงรักปิดทองประดับกระจก


wat01

สมาชิกราชสกุล "มาลากุล" ไปร่วมทำบุญประจำปี





บทความล่าสุด