ยุทธการสุริยพงษ์’ ถือเป็นยุทธการสำคัญที่มีส่วน‘ปิดฉาก’ เรื่องราวของ ‘พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย’ ในจังหวัดน่าน และพื้นที่ภาคเหนือรวมถึงพื้นที่อื่นๆ ต่อมา ลงได้อย่างสิ้นเชิง

suriya-1-new

นโยบาย ‘66/23’ ของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ใช้ ‘การพัฒนา’ นำ ‘การทหาร’ กระทั่ง ‘ผกค.’ (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) กลับใจมาเป็น ‘ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย’ นั้นอาจถือได้ว่าเป็นหนึ่งใน ‘ตัวอย่างคลาสสิก’ ของตำรา ‘พิชัยสงคราม’ ยุคใหม่

ขณะเดียวกัน การรบที่แทบไม่มีการเสียเลือดเนื้อของ ‘ยุทธการสุริยพงษ์’ ในพื้นที่จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของ ‘พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย’ ในอดีต ก็ช่วยให้ประเทศไทยสงบ จากการรบที่เกิดจากความแตกต่างทาง ‘อุดมการณ์’ พลเอก แป้ง มาลากุล ณ อยุธยา ซึ่งทำหน้าที่เป็น ‘เสนาธิการ’วางแผนการรบใน ‘ยุทธการสุริยพงษ์’ เล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์ในเวลานั้นว่า “ตอนนั้นพลเอกเปรม (พลเอกเปรม ติณสูลานนท์) มีนโยบาย ‘66/23’ ที่จะใช้การพัฒนาดึงผู้ก่อการร้ายให้กลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย

…ทหาร (กองพลทหารม้าส่วนหน้า) ก็มีการจัดตั้ง ‘โครงการพัฒนาฐานแสงเพ็ญ’ ขึ้นที่จังหวัดน่าน เพื่อใช้เป็นศูนย์สาธิตงานด้านเกษตรกรรม ต้องเลี้ยงหมูยังไง เลี้ยงวัวยังไง ปลูกผักยังไง ทำพลังงานทางเลือกยังไง สร้างระบบชลประทานยังไง …และใช้ฐานแสงเพ็ญเป็นศูนย์ให้ชาวบ้านได้ศึกษาวิชาชีพในสาขาต่างๆ โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงเกษตร และหน่วยงานภาครัฐอีกหลายหน่วยงาน

…ชาวบ้านที่มาเรียนก็ได้นำความรู้กลับไปพัฒนาหมู่บ้านตัวเอง และคนในหมู่บ้านก็ได้เห็นว่าทหารและทางราชการนั้นช่วยเหลือประชาชน เป็นมิตรกับประชาชน สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป”

ขณะเดียวกันในด้านการรบ ก็มีการเปิดยุทธการขึ้นมาชื่อว่า ‘ยุทธการสุริยพงษ์’ ซึ่งตั้งขึ้นตามชื่ออดีตเจ้าเมืองน่าน คือ ‘พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช กุลเชษฐมหันต์’ อดีตเสนาธิการที่วางแผน ‘ยุทธการสุริยพงษ์’ ลำดับความว่า

“ตอนนั้นคนที่ให้ข้อมูลผมใช้ในการวางแผน ก็คือสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ที่กลับใจคนหนึ่ง มานั่งคุยกับผมแค่ 2 คน โดยไม่มีคนอื่นรู้เรื่องเลย ที่กองพลทหารม้า สนามเป้า กรุงเทพฯ มานั่งกางแผนที่กันว่าพื้นที่ตรงไหนมีอะไรบ้าง

suriya-2-1

…เพราะช่วงนั้น เริ่มมีความขัดแย้งกันเองในหมู่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พวกฮาร์ดคอร์ของกลุ่มผกค. คิดอย่างหนึ่ง นักศึกษาที่ เข้าป่าไปหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลา คิดไปอีกอย่างหนึ่ง ..ขณะเดียวกันชาวบ้านที่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ก็เริ่มเห็นว่า ทหารเข้าไปช่วยเขาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นนะ ไม่ได้มุ่งไปทำร้ายเขา …จนในที่สุด ก็เริ่มมีนักศึกษาส่วนหนึ่ง ถอยกลับมามอบตัว”  หลังจากได้รับไฟเขียวจากกองทัพ ให้ดำเนินงานตามแผนการได้ ‘ยุทธการสุริยพงษ์’ ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น “ช่วงนั้นผมบินไปจังหวัดน่านหลายครั้ง เพื่อให้อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่เป็นคนให้ข้อมูลผม ช่วยชี้จุดว่าอะไรอยู่ตรงไหน
…ทุกครั้งที่ไปน่านก็แต่งเนื้อแต่งตัวแบบธรรมดาไปกัน ไปถึงก็ไปขอเครื่องบินขึ้นบินดูพื้นที่เป้าหมายโดยไม่มีใครรู้ว่ามาทำอะไร หลายคนก็สงสัย แม้กระทั่งนายทหารระดับสูงบางท่าน …พอวางแผนเสร็จ ต้องฝึกหน่วย ผมนำกำลังทั้งหมดที่จะเข้าปฏิบัติการไปฝึกขั้นสุดท้ายที่กองพันทหารม้าที่ 12 อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่

…ขณะนั้น พ.ท.ประสิทธิ์ มงคลธรรม (ยศในขณะนั้น) เป็นผู้บังคับกองพัน ซึ่งถูกดึงมาช่วยในการทำแผนยุทธการ พร้อมกับ พ.ต.พิรัติ ศรีวัฒนพงษ์ (ยศในขณะนั้น) ซึ่งก็ถูกดึงมาช่วยอีกแรงหนึ่ง …พระเอกในด้านยุทธการได้แก่ พ.อ.อุดมชัย องคสิงห์ (ยศในขณะนั้น) ขณะดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการกรมทหารม้าที่ 2 กองทัพบก (ศปก.904) ส่งกำลังมาผสม มีพี่ป้อย (พล.อ.อรพันธ์  วัฒนวิบูลย์) พท.สมศักดิ์ แสงจันทร์เลิศ และพ.ท.ประสงค์ ไชยสิทธิ์ ..การวางแผนขั้นตอนสุดท้าย และการฝึกทดสอบความพร้อม เสร็จสิ้นด้วยการเคลื่อนกำลังเข้าพื้นที่ โดยเครื่อง C130 และทางถนนก่อนวันยุทธการจริง คือวันที่ 19 มีนาคม 2525  …โดยมีผู้ใหญ่จากกองทัพบกมาร่วมให้กำลังใจหลายท่าน อาทิ พล.ท.ประยูร บุนนาค ผช.เสธ.ทบ. ฝ่ายยุทธการแม่ทัพภาคที่ 3 (พล.ท.พร้อม ผิวนวล) แม้จะมีกำลังทหารเข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งนั้นนับพันคน และไม่เคยมีการปฏิบัติการในลักษณะเคลื่อนย้ายกำลังทางเฮลิคอปเตอร์ เพื่อส่งทหารลงกลางพื้นที่เป้าหมายที่เลือกไว้แล้วมาก่อน แต่จากการวางแผนที่ดี และการรักษาความลับที่ยอดเยี่ยม มีการส่งกำลังลวงเข้าไป เพื่อให้ ‘ผกค.’ หลงกลยกกำลังมาปราบกำลังลวง และมีการ
เตรียมการจัดตั้ง ‘กองบัญชาการลอยฟ้า’ ควบคุมการปฏิบัติงานบนเฮลิคอปเตอร์ ขณะส่งกำลังพลลงสู่ที่หมายแต่ละจุด
เพื่อกระจายกำลังกันยึด โดยประสานให้มีการยิงคุ้มครอง ก็ทำให้ปฏิบัติการใน ‘ยุทธการสุริยพงษ์’ ลุล่วงไปได้ด้วยดี
จนในที่สุด ก็สามารถเข้ายึดกองบัญชาการเขตงานที่ 7 ทำการตรวจค้นและรวบรวมของภายในฐานที่มั่นสำคัญของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ได้สำเร็จ “ครั้งนั้น เราสามารถยึดทั้งปืน ทั้งกระสุน อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ได้ประมาณ 5 คันรถยีเอ็มซี

suriya-2

…แต่ที่สำคัญมากคือเรายึดสถานีดักฟัง สถานีวิทยุ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการออกอากาศทางสถานีวิทยุ ‘เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย’ ที่ดอยผาจิไว้ได้ มีหมดเลยทั้งเครื่องส่ง เทป เครื่องทำไฟ เอกสารต่างๆ …เรียกได้ว่าเรา ‘ยึดหัวใจ’ เขาไว้ได้ เพราะ พอยึดจุดนี้ได้ การดำเนินงานทุกอย่างของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ล้มครืนลงหมด …ตอนไปยึดได้ ผมก็ไปช่วยเขาแบกของออกมา ปืนกลใหญ่ๆ มีเยอะมาก เครื่องทำไฟก็เข้าไปช่วยเขาหิ้ว เพราะถือว่าต้องช่วยกัน …แต่สิ่งหนึ่งที่ไปเจอแล้วตกใจว่าทำไมมันเยอะอย่างนี้ก็คือ ‘ผงชูรส’ พลเอก แป้ง เล่าด้วยอารมณ์ขันว่า “นอกจากอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว ทหารยังยึด ‘ผงชูรส’ มาได้ รวมกันแล้วมากกว่าที่ขายอยู่ในร้านค้า 10-20 ร้านรวมกัน
…ตอนแรกผมงงมากกับจำนวนผงชูรส ที่เจอ ก็ถามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ว่าถามจริงๆเถอะ พวกคุณกินอะไรกันนักหนา …เขาก็บอกว่า ผงชูรสนี่คือยาห้ามเลือด ถ้ามีแผลถูกยิง ถูกระเบิด โปะผงชูรส แล้วพันๆ แผลไว้ เลือดหยุดเลย”
พลเอก แป้ง เล่าว่า เหตุที่ ‘ยุทธการสุริยพงษ์’ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีนั้น นอกจากจะเป็นเพราะกองทัพมีการข่าวที่ดี และได้รับข้อมูลจากสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่กลับใจแล้ว ยังเป็นเพราะทหารที่เข้าร่วมในยุทธการ ล้วนแล้วแต่เป็นทหารที่มีอุดมการณ์ มีระเบียบวินัย รักษาความลับ และมีการเตรียมการที่ดีเยี่ยม เพราะยุทธการในครั้งนั้นถือเป็นยุทธการที่มีความสำคัญสูงสุดมาก
“แม้แต่การจัดหาเสบียงอาหาร นับเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ใช้กล้วยตากเป็นอาหารหลัก สั่งตรงมาจากกรุงเทพฯ ไม่ได้ซื้อหาอาหารในจังหวัดน่านเลย เพราะถ้าซื้ออาหารเยอะๆ ก็อาจจะสร้างความสงสัยได้ …ทหารก็กินแต่กล้วยตากกับน้ำ ที่ให้กินกล้วยตาก เพราะกล้วยตากมีน้ำหนักไม่มากและอิ่มท้อง อยู่ได้นาน ไม่ต้องยุ่งยากในการหุงต้ม ไม่หลงเหลือร่องรอยให้พบเห็น …พอยึดพื้นที่ได้แล้วถึงได้กินข้าว” หลัง ‘ยุทธการสุริยพงษ์’ จังหวัดน่าน ซึ่งเคยเป็น ‘พื้นที่สีแดง’ ในอดีต ก็กลายเป็นพื้นที่สงบสุข

suriya-3

พ.อ.แป้ง มาลากุล ณ อยุธยา และ พ.อ.อุดมชัย องคสิงห์ (ยศในขณะนั้น) ได้รับคำเชิญให้ไปบรรยายถึงความสำเร็จในครั้งนี้หลายแห่งด้วยกัน และยังได้รับคำชมเชยอย่างมากมาย  พ.อ.อุดมชัย ยังได้รับพระราชทานเหรียญรามาธิบดี จากผลงานในครั้งนี้ด้วย ภายหลัง ‘ยุทธการสุริยพงษ์’ จบลง ยังมีการจัดงาน ‘วันน่านสันติสุข’ ขึ้นในวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2526 ซึ่งมี ‘อดีตผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์’ กว่า 6 พันคน ที่กลับใจเป็น ‘ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย’ ร่วมกันปฏิญาณตนว่า “จะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และจะเข้าร่วมในการพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป”

suriya-8

พลเอก  แป้ง  มาลากุล ณ อยุธยา





บทความล่าสุด