หน่วยผสม ๓๓๓  หรือ  “บก.๓๓๓” ถูกผลักดันให้จัดตั้งขึ้น เมื่อปี  ๒๕๐๔  ในปีเดียวกับที่ได้มีการก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกโดยขึ้นอยู่กับโครงการ  ๓๐๙  มีฐานบัญชาการอยู่ที่บริเวณถนนหมากแข้ง  อำเภอเมือง  จังหวัดอุดรธานี  ภารกิจที่ได้รับมอบหมายเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในลาว เนื่องจากลาวกำลังประสบภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ และในขณะนั้น ไทยมีความเชื่อในเรื่องทฤษฎีโดมิโนจึงเกรงว่าหากลาวต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝ่ายคอมมิวนิสต์เมื่อใด ไทยก็คงหนีจากภัยคอมมิวนิสต์ไม่พ้น

บก.๓๓๓  ได้ปฏิบัติงานหาข่าว และจัดครูฝึกในรูปการปฏิบัติการพิเศษ ทำการฝึกประชาชนลาวในท้องถิ่นให้เป็นทหาร เพื่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์  สนามรบในลาวจัดเป็นส่วนสำคัญของสมรภูมิอินโดจีน แม้ในช่วงเหตุการณ์  จะมิได้มีการนำมาพูดถึง  แต่โลกคงปฏิเสธความจริงข้อนี้ไม่ได้  ปฏิบัติการที่  “บก.๓๓๓”  เป็นการทำงานร่วมกับสามฝ่าย  ระหว่าง  ลาว  ไทย  และสหรัฐฯ (เรืองยศ  จันทรคีรี, ๒๕๓๕ : ๗๔) โดยทางฝ่ายลาวนั้นร่วมกับ เจ้าสุวรรณภูมา  ฝ่ายเป็นกลาง  ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรลาวอยู่ในขณะนั้น มี “นายพลอ้วน” เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทางด้านสหรัฐฯ ทำร่วมกับ  “ซี ไอ เอ” ซึ่งมีภารกิจทำงานใต้ดิน เป็นหน่วยสืบราชการลับของรัฐบาลอเมริกัน  การรบในสมรภูมิลาว เป็นการรบนอกแบบ  และเป็นภารกิจลับที่สุด (เรืองยศ  จันทรคีรี  :  ๗๓ ) ทุกคนที่เข้าไปทำงานในลาว ต้องปกปิดตัวเอง  ไม่บอกให้ผู้ใดได้รับรู้ถึงภารกิจที่ต้องปฏิบัติ  แม้แต่ตัวผู้ปฏิบัติ  ก็ได้รู้เฉพาะภารกิจที่เกี่ยวกับหน้าที่ของตนเท่านั้น ทั้งยังต้องพร้อมจะเผชิญกับภัยอันตรายทุกด้านด้วยความอดทน เพื่อทำหน้าที่นักรบให้สมบูรณ์

[pic]

ทหารไทยในลาว จึงต้องยอมรับสภาพที่ต้องถูกตัดขาดและตัดชื่อออกจากกองทัพไทย ทุกอย่างเต็มไปด้วยความยากลำบาก บุคคลที่อยู่ในระดับนำ ต้องรู้จักที่จะผสมผสานงานการเมือง และการทหารเข้าเป็นงานเดียวกัน และต้องรักษาทุกสิ่งไว้เป็นความลับทั้งสิ้น ส่วนด้านงบประมาณและผลประโยชน์ตอบแทนที่ให้กับผู้ปฏิบัติงาน รัฐบาลอเมริกันเป็นผู้รับผิดชอบ

ร้อยตรี แป้ง เป็นผู้หนึ่งที่มีโอกาสได้เดินทางไปปฏิบัติงานที่  บก.๓๓๓  และในลาวโดยการแนะนำของ  ร้อยตรี   สุรเดช   สุนทรนาวิน (ยศในขณะนั้น)  หัวหน้าทีม  K  ร้อยตรี  แป้ง ได้รหัสชื่อว่า  “พันตรีปัทม์” (แป้ง  มาลากุล  ณ  อยุธยา, สัมภาษณ์)  มีพลโท  วิฑูรย์  ยะสวัสดิ์  ขณะครองยศพันเอก  ในรหัสชื่อที่รู้กันว่า  “เทพ   ๓๓๓” เป็นผู้บังคับบัญชา  ภารกิจที่เปิดเผย  คือ เป็นนายทหารติดต่อประจำทัพภาค  ๕  ค่ายจินายโม้  ในนครเวียงจันทน์  และร่วมปฏิบัติงานป้องกันลำน้ำโขงตลอดแนวศรีเชียงใหม่ถึงอำเภอบึงกาฬ   โดยเป็นลูกทีม  ๕๕  ที่พลเอก จรวย  วงศ์สายัณห์ (ยศครั้งหลังสุด)  เป็นผู้บังคับบัญชา ในระยะต่อมา เมื่อสถานการณ์ในลาวเปลี่ยนแปลงไป ฝ่ายลาวเริ่มหวาดระแวงไทย  ดังนั้น  เพื่อช่วยให้การทำงานมีความคล่องตัวขึ้น  จึงมีการเปลี่ยนคณะทำงานชุดใหม่ โดยร้อยตรี  แป้ง  ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้า  ทั้งทีม  ๕๕  และทีม  K  ต่อมา  ร้อยตรี แป้ง ได้ชวน  ร้อยตรี  อนุสรณ์  กฤษณะเศรณี  (ยศในขณะนั้น)  ไปร่วมงานโดยทำหน้าที่เป็นรองหัวหน้าทีม  ๕๕  ด้วย

ความเปลี่ยนแปลงในลาวเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แม้จะมีข้อตกลงให้ราชอาณาจักรลาวเป็นกลาง  และปกครองโดยลาว ทั้งสามฝ่าย  เนื่องจากขบวนการประเทศลาวไม่ค่อยให้ความร่วมมือ จนก่อให้เกิดการแตกแยกและนำไปสู่การสู้รบ  เมื่อเดือนเมษายน  ๒๕๐๖  ทุกฝ่ายพยายามเจรจาตกลงกันที่ทุ่งไหหิน  แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ  คณะนายทหารลาวฝ่ายขวา  ซึ่งนำโดย  นายพล  กุปะสิด  อภัย  จึงทำการปฏิวัติยึดอำนาจในเวียงจันทร์อีกครั้ง เมื่อวันที่  ๑๙  เมษายน  ๒๕๐๗  ดังนั้นเมื่อทีมงาน  “เทพ  ๓๓๓” เข้าไปปฏิบัติงานในลาวจึงประสบกับความยุ่งยากและปัญหาเนื่องจากนายพล  กุปะสิด  อภัย  ขั้วอำนาจใหม่ที่เป็นกลุ่มเวียงจันทน์สายตรง อยู่คนละฝ่ายกับนายพล ภูมี  หน่อสะวัน  ซึ่งมีศักดิ์เรียงลำดับ  เป็นหลานของ จอมพล  สฤษดิ์  ธนะรัชต์

อย่างไรก็ตาม  หนทางสำหรับคณะทหารไทยยังไม่ตีบตันไปเสียทีเดียว  เพราะการปฏิบัติที่นำโดยนายพล  กุปะสิด  อภัย  ไม่ได้รับการยอมรับจากทั้งฝ่ายโลกเสรี และฝ่ายคอมมิวนิสต์ (วิชัย  พิไลพงศ์  ๒๕๑๓ : ๖๐) นายพล  กุปะสิด  อภัย  และพันธมิตร  จึงยอมต้องสนับสนุนเจ้าสุวรรณภูมา  ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

ในระยะแรก  “เทพ   ๓๓๓” และคณะยังไม่สามารถทำให้ผู้นำลาวเลิกระแวงได้ จนเมื่อโอกาสเปิดให้ได้พบ  เจ้าสุวรรณภูมา  อย่างใกล้ชิด  “เทพ   ๓๓๓” จึงได้นำภาพถ่ายในวันงานแต่งงานระหว่างตนเอง  กับ  ม.ร.ว.จิตราภา  นวรัตน  ให้เจ้าสุวรรณภูมา  ชม  จากวันนั้นเป็นต้นมา  ความสัมพันธ์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อ  ทั้งนี้  เนื่องจากในภาพนั้น มีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสาลี  พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  ที่กำเนิดจาก  เจ้าหญิงดวงคำ  เจ้านายฝ่ายลาว  (เรืองยศ  จันทรคีรี : ๕๑) ร่วมฉายพระรูปอยู่ด้วย  สำหรับ  ม.ร.ว. จิตราภา   นวรัตน  ที่มีศักดิ์เป็นหลานของพระองค์เจ้าประดิษฐาสาลี  และทั้งสองก็มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก ด้วยเหตุที่พระองค์เจ้าประดิษฐาสาลี  ได้นำ  ม.ร.ว.จิตราภา  ไปเลี้ยงดูอยู่ในพระบรมมหาราชวังตั้งแต่วัยเยาว์  ประกอบกับสกุล  “มาลากุล” ที่ร้อยตรี  แป้ง  สืบสายสกุลนั้นเกี่ยวข้องเป็นพระญาติกับราชวงศ์ลาวด้วย ข้าราชการระดับสูงในลาว  จึงรัก  เอ็นดู  และไว้วางใจ  ร้อยตรีแป้ง  ที่เข้าไปปฏิบัติงานอยู่ในลาวในชื่อของ  “พันตรีปัทม์

เมื่อเริ่มมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน  การแสวงหา  การยอมรับ  และความร่วมมือต่าง ๆ  จึงดำเนินไปด้วยดี  ส่งผลให้การทำงานของทหารไทยเป็นไปด้วยความราบรื่น  การปฏิบัติภารกิจประสบผลสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ การศึกษา  และประสบการณ์ในห้วงเวลาที่ผ่านมา  เอื้ออำนวยต่อทหารไทยขณะใช้ชีวิตอยู่ในลาวเป็นอย่างมากโดยเฉพาะประสบการณ์ทางด้านภาษา เนื่องจากการปฏิบัติงานในลาวมีการใช้ภาษาอังกฤษ  ทั้งการฟัง  การพูด  การอ่าน  และการเขียน  มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติงานในลาว  และด้วยความรู้ด้านภาษานี้เองได้ช่วยให้  ร้อยตรี แป้ง  ค่อนข้างจะได้เปรียบ เพราะทำให้สามารถรับรู้ข่าวสารความเป็นไปของโลก ของภูมิภาคและในประเทศลาวได้อย่างต่อเนื่อง  (อนุสรณ์  กฤษณะเศรณี,สัมภาษณ์) ไม่ว่าจะเป็นจากการพูดคุย  การสนใจสดับตรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ในวงสนทนา หรือการติดตามข่าวสารทางสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออื่น ๆ ซึ่ง ช่วยให้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลยิ่งขึ้น

การที่ได้ร่วมงานกับ พันเอกวิฑูรย์  ยะสวัสดิ์ (ยศในขณะนั้น) นอกจากจะช่วยให้ ร้อยตรี แป้ง ได้รับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นแล้ว ยังทำให้ ร้อยตรี แป้ง มีโอกาสได้เรียนรู้การทำงานอย่างทุ่มเทและเป็นระบบ ด้วยความเสียสละอย่างสูงของนายทหารรุ่นพี่ผู้นี้ทำให้ ร้อยตรี แป้ง บังเกิดความศรัทธาต่อ  พันเอก วิฑูรย์  เป็นพิเศษ  โดยเฉพาะในวิธีการทำงาน  การตัดสิน  และการแก้ปัญหา  ซึ่งทุกอย่างล้วนดำเนินไปอย่างรวดเร็ว  ฉับไว  กล้าได้  กล้าเสีย  และมีประสิทธิภาพ  ร้อยตรี  แป้ง  มองเห็นว่า  พันเอก  วิฑูรย์  เป็นแบบอย่างที่ดีของทหารไทย  อีกทั้งเป็นคนที่มีความจริงใจต่อเพื่อนร่วมงาน  จริงจังในการทำงาน  และมุ่งผลงานเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง  จนอาจเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยบุคคลในการทำงาน และอาจกล่าวได้เช่นกันว่าไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาคนใดที่ไม่รักนาย “เทพ  ๓๓๓”   คนนี้  (แป้ง  มาลากุล ณ อยุธยา,สัมภาษณ์)

ระหว่างปฏิบัติภารกิจอยู่ในลาว ร้อยตรี แป้ง มีโอกาสใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้นำระดับสูงของลาวเป็นจำนวนมาก  ทั้งในทางราชการ  และในทางส่วนตัว  ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเมืองระดับสูงของลาว  ซึ่งช่วยให้เกิดความเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่ดำเนินมาโดยตลอด และความผูกพันดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่ต่อมา  แม้จะจบภารกิจแล้วก็ตาม

ในช่วงปลายปี  ๒๕๐๘  เหตุการณ์ในลาวยังไม่คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น  โดยเฉพาะในสนามรบหลักสามแห่ง  ได้แก่  ไชยบุรี  ปากเซ และ  โล่งแจ้ง หรือ ล่องแจ้ง ณ  สมรภูมิดังกล่าว  การสู้รบเกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาล  กำลังรบหลักของลาว คือพวก  “แม้ว” ของนายพลวังปาว  ผู้เป็นนักรบแบบกองโจรโดยสายเลือด เจ้าหน้าที่คนไทยทำหน้าที่เป็นเพียง “ครูฝึก” (เรืองยศ  จันทรคีรี  : ๘๙) ให้พวกแม้วสู้รบกับพวกเวียดกงและลาวแดงเท่านั้น

เดือนตุลาคม  ๒๕๑๒  สถานการณ์สงครามในลาวตรึงเครียดมากขึ้นถึงขนาดที่  กลุ่มนักรบชาวแม้ว ของนายพลวังปาว  ไม่สามารถต้านทานสถานการณ์ไว้ได้โดยลำพัง และหลังจากร้อยโท แป้ง เดินทางกลับประเทศไทยแล้วเหตุการณ์ในลาวยิ่งรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ จนในช่วงต้นปี  ๒๕๑๓  สถานการณ์ถึงขั้นคับขันโดยเฉพาะที่บริเวณซำทอง  และล่องแจ้ง  ด้วยปรากฏว่าขบวนการประเทศลาวที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดมินห์หรือเวียดนามเหนือ  มีกำลังหนุนเข้าช่วย ทำให้สามารถยึดครองภูมิประเทศสำคัญไว้ได้

ก่อนที่เหตุการณ์จะรุนแรงถึงที่สุด เจ้าสุวรรณภูมา นายกรัฐมนตรี ได้เสด็จมาประเทศไทย ขอให้รัฐบาลพิจารณาส่งกำลังอาสาสมัครไปช่วยรบ เพื่อป้องกันการรุกรานของฝ่านคอมมิวนิสต์ โดยมีหน่วยสกาย ของ ซี.ไอ.เอ. สนับสนุนการปฏิบัติ (ฝ่ายยุทธการ  ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก  ๒๕๓๗  : ๑ :๒๐) รัฐบาลไทยได้ให้การสนับสนุน ด้วยการจัดกรมผสมปฏิบัติการรบในลาวมีกำลังพลมาจากกรมผสมที่  ๑๓  จังหวัดอุดรธานี  เป็นกำลังรบหลักดำเนินการภายใต้ชื่อโครงการวีพี เพื่อเป็นเกียรติแก่นายพลวังปาว โดยไทยมีจุดมุ่งหมายสำคัญ เพื่อสกัดกั้น  ยับยั้ง  การขยายตัวของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ให้อยู่เพียงภายนอกประเทศ แต่การณ์กลับปรากฏว่า แม้เวลาจะล่วงไปประมาณ  ๕  เดือน  นับจากเดือนมีนาคม  ๒๕๑๓  เป็นต้นมา  สถานการณ์ในลาวก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วย ไทยจึงหันมาใช้กำลังทหารเสือพราน (ทสพ.) ในรูปกำลังอาสาสมัครเข้าปฏิบัติการ  ตามโครงการเอกภาพ (ฝ่ายยุทธการ  ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก : ๒๓) โดยให้  บก.๓๓๓  ส่วนหน้า  ควบคุมการปฏิบัติ และบังคับบัญชาหน่วยปฏิบัติการในสนาม  ทั้งนี้ ให้มีการประสานการปฏิบัติระหว่างเจ้าหน้าที่ไทยกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

กำลังทหารเสือพราน  จัดเป็นกำลังอาสาสมัครที่มีประสิทธิภาพ มีความสามารถปฏิบัติการรบได้ตามความมุ่งหมายแม้ในที่สุด  ทหารไทยจะไม่สามารถป้องกันแนวรบไว้ได้ก็ตามเพราะการพ่ายแพ้ในลาวนั้น มิได้เกิดจากเหตุผลด้านการทหารเพียงประการเดียว แต่มีเหตุผลทางการเมืองภายในกลุ่มประเทศอินโดจีนเป็นปัจจัยสำคัญ ประกอบกับได้เกิดความผันผวนทางการเมืองในสหรัฐฯ ดังนั้น เมื่อการแก้ปัญหาในลาวถึงจุดที่สามารถตั้งรัฐบาลผสมขึ้นได้อีกครั้งหนึ่ง ในช่วงปลายปี  ๒๕๑๕  ถึงต้นปี  ๒๕๑๖  โดยมีการทำสัญญาหยุดยิง  และมีการถอนทหารทุกฝ่ายออกจากแนวรบ ภารกิจทหารไทยบนแผ่นดินลาวก็ยุติลง ส่วนการที่ถอนทหารล่าช้าออกไป เนื่องจากในเวลาต่อมาได้มีการละเมิดสัญญาหยุดยิง การเคลื่อนย้ายหน่วยเสือพรานกลับประเทศไทย จึงดำเนินการได้ในปี  ๒๕๑๗

แม้สงครามในลาวจะยุติลงแล้ว  แต่ชื่อของ “เทพ  ๓๓๓” และนักรบเสือพราน ยังคงได้รับการกล่าวขานเป็นตำนานอยู่สืบมาจนถึงทุกวันนี้

“เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก  ออสเตรเลีย  ผมมีโอกาสเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบกอยู่ระยะหนึ่งยังไม่ทันครบ ๒ ปี  ตามกฎเกณฑ์ที่ต้องทำงานใช้หนี  ผมก็ได้รับการติดต่อให้ไปช่วยราชการในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้ายุทธการ  กองพลทหารม้า  เพื่อให้ไปรับผิดชอบภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ที่จังหวัดน่าน  อันเป็นการหวนกลับไปใช้ชีวิตในสนามอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้ายุทธการกองพลทหารม้าต่อมาไม่นานก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นรองเสนาธิการกองพล…..”





บทความล่าสุด