ในระยะแรกที่เกิดการสู้รบขึ้นในลาว รัฐบาลไทยในขณะนั้นยังไม่อาจประเมินได้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อไทยมากน้อยเพียงใด ประกอบกับภายในประเทศได้ปรากฏการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ขึ้นในหลายพื้นที่เช่นกัน รัฐบาลจึงอนุมัติให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ (ศปศ.) ขึ้นทั่วประเทศ เพื่อปฏิบัติการจิตวิทยา และพื้นฟูสภาพจิตใจประชาชน ในบริเวณที่ถูกผู้ก่อการร้ายคุกคาม สำหรับจังหวัดน่าน ซึ่งระยะต่อมาได้กลายเป็นสนามรบสำคัญ ของการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ ก็ได้มีการจัดตั้ง ศปศ.๓๒ ขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ โดยมีที่ตั้งอยู่ที่อำเภอปัว
ถึงแม้ว่ารัฐบาลได้จัดตั้ง ศปศ. ขึ้น แต่ พคท. ก็สามารถขยายอิทธิพลครอบคลุมพื้นที่ชายแดนจังหวัดน่านไว้ได้เกือบทั้งหมดในเวลาหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากลักษณะภูมิประเทศ เพราะจังหวัดน่านอยู่ติดชายแดนประเทศลาวตรงช่วงที่มีความยาวที่สุด อีกทั้งพื้นที่ยังเป็นป่าเขาสูงชัน รกทึบ เส้นทางที่จะติดต่อกับจังหวัดอื่นมีเพียงเส้นทางเดียว คือ เส้นทางอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ – อำเภอสา – อำเภอเมือง จังหวัดน่าน จึงเป็นการเกื้อกูลให้ พคท.เข้ามาจัดตั้งเขตฐานที่มั่นอำนาจรัฐ และกองทัพปลดปล่อยประชาชนได้อย่างเสรี จนในที่สุด กองทัพบก ต้องจัดตั้ง กองพลทหารม้าส่วนหน้า ขึ้นเมื่อ เดือน ตุลาคม ๒๕๑๔ เพื่อเป็นหลักในพื้นที่ซึ่งเดิมมีเพียงตำรวจตระเวนชายแดน (ฝ่ายยุทธการ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ๒๕๓๗ : ๒ : ๖๘๒ – ๖๘๓)
การปราบปรามผู้ก่อการร้ายของกองพลทหารม้าในระยะแรกยังไม่ค่อยมีงายยุทธการใหญ่ ส่วนมากจะเป็นการปฏิบัติงานตามปกติของหน่วยระดับกองร้อย และมีงานคุ้มกันการสร้างทางเป็นงานหลัก จนเมื่อฝ่ายคอมมิวนิสต์เข้ายึดครองกลุ่มประเทศอินโดจีนได้สำเร็จเมื่อปี ๒๕๑๘ การสู้รบในพื้นที่จังหวัดน่านจึงทวีความรุนแรงมากขึ้นเช่นเดียวกับในจังหวัดชายแดนอื่น ๆ ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แม้แต่องค์การ สปอ. ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ๘ กันยายน ๒๔๙๗ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวร่วมของเอเชียในการป้องกันและต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์โดยตรง ถูกบีบจากวงการเมืองระหว่างประเทศให้ยุบตัวเองเมื่อปี ๒๕๒๐
ในช่วงปี ๒๕๒๓ หลังการประกาศใช้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๒๕๒๓ กองพลทหารม้าส่วนหน้า ได้เปิดยุทธการขึ้นหลายยุทธการ อาทิ ยุทธการพิชิตศึก ยุทธการน่านร่มเย็น ยุทธการโพธิ์ทอง ยุทธการบูรพา ยุทธการน่านเกรียงไกร และยุทธการผาเก้า เป็นต้น ยุทธการที่กล่าวมานี้ เป็นยุทธการที่ใช้ระยะเวลาปฏิบัติช่วงสั้น ๆ ไม่เกิน ๗ วัน ยกเว้น ยุทธการน่านร่มเย็น ซึ่งถือว่าเป็นยุทธการใหญ่ที่สุดของกองพลทหารม้าส่วนหน้า กำลังที่ใช้จัดเป็นหน่วยทหารขนาดเล็ก ประมาณ ๖๐ ชุด เพื่อเข้าปฏิบัติต่อ เขตงาน ๑ ผาแดง (ฝ่ายยุทธการ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ๒๕๓๗ : ๗๑๗) ประกอบด้วยกำลังของหน่วยกองพันทหารม้าที่ ๑๐ กองพันทหารม้าที่ ๑๒ กองพันทหารม้าที่ ๑๓ กองพันทหารม้าที่ ๑๔ และกองพันทหารม้าที่ ๑๕ โดยแบ่งกำลังปฏิบัติการรุกเข้าสู่ที่หมายด้านผาแดง รวม ๔ ทิศทาง ดังนี้
ด้านทิศเหนือ เข้าทางห้วยโก๋น ข้ามลำน้ำน่าน เพื่อปฏิบัติการต่อกองร้อย ๓๐๑
ด้านทิศตะวันออก จัดกำลังจากฐานบวกหญ้าเข้าทางโรงพยาบาลจงอยู่
ด้านทิศใต้ เข้าทางบ้านกอก มายังบ้านจงฉั่ว
ด้านทิศตะวันตก เข้าทางบ้านน้ำลาดมาทางบ้านผาแดงเก่า
ในฐานะหัวหน้าฝ่ายยุทธการ พันโท แห้ง ได้มีส่วนสำคัญในการวางแผนการรบเพื่อปราบปราม ผกค. บริเวณดอยภูแว อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ซึ่งกำลังปฏิบัติการรุกทั้งทางการเมืองและการทหาร (ภาษิต สนธิขันธ์ ๒๕๔๒ : ๒) ปฏิบัติการครั้งนั้น ใช้กำลังที่ผ่านการฝึกหน่วยทหารขนาดเล็ก กำลังกองร้อยชาวเขาและชุดลาดตระเวนระยะไกล ซึ่งเป็นกำลังรบพิเศษ เหมาะกับการรบนอกแบบเข้าปฏิบัติการชาวเขาอาสาสมัคร ชุดลาดตระเวนระยะไกล และชุดหน่วยทหารขนาดเล็ก จัดจากกองพันทหารม้าที่ ๑๐ ส่วนหน้า ๔ ชุด ร้อยเอก ภาษิต สนธิขันธ์ (ยศในขณะนั้น) ซึ่งเป็นนายทหารยุทธการของหน่วยนี้ ร่วมปฏิบัติการอยู่ด้วย
ในแผนปฏิบัติการ ได้กำหนดห้วงเวลาการปฏิบัติ ตั้งแต่ ๑๘ – ๒๔ สิงหาคม ๒๕๒๓ จนถึง ๑ กันยายน ๒๕๒๓ เนื่องจาก ผกค. สามารถเข้ามาเกาะฐานปฏิบัติการได้ทั้งหมด ส่งผลให้ ฮ. ไม่สามารถส่งกลับผู้ป่วย และไม่สามารถรับศพผู้เสียชีวิตกลับได้ การเพิ่มเติมกำลังอุปกรณ์ (สป.) ให้กำลังพลก็ไม่สามารถกระทำได้ ทั้งยังต้องลงไปนำกำลังมาเพิ่มเติมด้วย ยุทธการครั้งนี้จึงต้องสูญเสียกำลังพลไปหลายนาย ซึ่งในการรบย่อมยากจะหลีกเลี่ยงจากการสูญเสียได้
พลตรี ไพศาล รุ่งแสง (ยศในขณะนั้น) ผู้บัญชาการกองพล และพันโท แป้ง หัวหน้าฝ่ายยุทธการ ได้ไปตั้งกองบัญชาการส่วนหน้าอยู่ใกล้พื้นที่ปฏิบัติการ ดังที่ พันเอก ภาษิต สนธิขันธ์ (ยศในปัจจุบัน) เล่าให้ฟังว่า
“ท่านไปตั้งกองบัญชาการส่วนหน้าอยู่ใกล้พื้นที่ที่ผมนำกำลังเข้าไป ผมติดต่อวิทยุกลับมาทีไร จะต้องได้ยินเสียพี่แป้งตอบกลับไปเสมอ บางครั้งเมื่อสถานการณ์วิกฤต พี่แป้งจะสั่ง ฮ. ฝ่ากระสุนปืนอาร์ก้าไปควบคุมการรบถึงในพื้นที่ทุกครั้ง การรบครั้งนั้น มีการเตรียมการที่ดี การสนับสนุนทุกอย่างพร้อมบริบูรณ์ ผมจำได้ว่า ก่อนขึ้นปฏิบัติการ ๒ วัน ได้ขอรองเท้าผ้าใบแบบใช้ Jocking ๘๐ คู่ ให้กับกำลังพลเพราะถ้าเหยียบกับระเบิดจะได้ขาดเฉพาะเท้าใต้ตาตุ่มท่านทั้งสองรีบสั่งจากกรุงเทพฯ ให้ทันที กำลังพลทุกคนมีขวัญและกำลังใจดีเยี่ยม พี่แป้งอดหลับอดนอนอยู่กับหน่วยกำลังรบจนจบภารกิจ”
จะเห็นว่านักรบที่จะรบให้ชนะได้นั้น มิใช่เก่งแต่ด้านการรบ หรือการวางแผนการรบเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องรู้จักวิธีที่จะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา อันจะเป็นทางเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่กำลังพล จนกล้าที่จะเดินเข้าสู่สนามรบด้วยความอาจหาญและสุขุมรอบคอบ
ระหว่างที่การสู้รบในยุทธการต่าง ๆ กำลังดำเนินอยู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระโอรสพระธิดา ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมทหารและผู้ปฏิบัติราชการสนามชายแดนถึงฐานปฏิบัติการ ยังความปลื้มปีติในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้
ในการแบ่งพื้นที่ปฏิบัติการของ ผกค. นั้น แบ่งเป็น ๘ เขตงาน ประกอบด้วย
เขตงาน ๑ ผาแดง ที่กล่าวถึงในยุทธการน่านร่มเย็นซึ่งเป็นเพียงเขตงานเดียวของ ผกค. ในพื้นที่จังหวัดน่าน มีศูนย์กลางอยู่ที่ดอยภูแว ในพื้นที่อำเภอทุ่งช้าง ประชาชนในเขตนี้เป็นชาวเผ่าม้ง มีสำนักอำนาจรัฐเป็นหน่วยบริหารเขตงานและควบคุมประชาชน (ฝ่ายยุทธการ ศปก.ทบ.๒๕๓๗ : ๒ : ๖๗๖) แบ่งการจัดตั้งเป็น ๘ หมู่บ้าน มีกองกำลังติดอาวุธสนับสนุนเขตงาน
นอกจากเขตงาน ๑ แล้ว ยังมีเขตงานอื่นอีก ๗ เขตงาน รวมเป็น ๘ เขตงาน โดย ผกค. ได้จัดรวมเป็น ๒ เขตใหญ่ คือ เขตน่านเหนือ รับผิดชอบตั้งแต่พื้นที่ตอนบนของอำเภอปัวขึ้นไปทางเหนือ ตั้งศูนย์กลางอยู่บริเวณขุนน้ำช้าง (เขตงาน ๔) เขตน่านใต้ รับผิดชอบต่อจากเขตงานด้านเหนือลงไปทางใต้ ตั้งแต่ตอนกลางของอำเภอปัว ถึงอำเภอแม่จริม
เขตงาน ๒ ขุนน้ำปัว เป็นเขตงานที่มีสำนักงานเขต ตั้งอยู่บริเวณขุนน้ำปัว รับผิดชอบพื้นที่จรยุทธ์ บริเวณอำเภอปัว (ตอนกลาง) ลงมาครอบคลุมพื้นที่อำเภอท่าวังผา มีสำนักอำนาจรัฐเป็นหน่วยบริหารเขตงาน และควบคุมประชาชนในหมู่บ้านจัดตั้งประชาชนในเขตนี้เป็นชาวเขาเผ่าลัวะ มีกองร้อยทหารหลักจังหวัดให้การสนับสนุนงานสู้รบ งานปลุกระดมมวลชน และงานผลิต
เขตงาน ๔ ขุนน้ำช้าง เป็นเขตงานที่มั่นคงที่สุดของ ผกค. จังหวัดน่าน เพราะลักษณะภูมิประเทศเอื้ออำนวย เนื่องจากเป็นป่าเขาสูงขัน เหมาะแก่การหลบซ่อนและจัดตั้งฐานที่มั่น กล่าวคือด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก ติดกับชายแดนลาว เหมาะแก่การหลบหนี และส่งกำลังบำรุงจากนอกประเทศ ทิศตะวันตก ติดแม่น้ำน่าน และทิศใต้ เป็นเทือกเขาใหญ่สูงชัน เขตงานนี้ สามารถจัดตั้งอำนาจรัฐได้ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ ประชาชนในพื้นที่เป็นชาวเขาเผ่าลัวะ มีกองร้อยทหารหลักจังหวัด เป็นหน่วย จรยุทธ์ประจำเขตงาน
เขตงาน ๓ (เขตงาน ๑๖ เดิม) เป็นสำนักงานใหญ่ทีที่ตั้งศูนย์กลางอยู่บริเวณชุนน้ำหนาว ครอบคลุมพื้นที่ตอนกลางของอำเภอปัว และตอนเหนือของอำเภอแม่จริม เขตงานนี้นอกจากรับผิดชอบในพื้นที่แล้ว ยังต้องทำหน้าที่คล้างกองบังคับการส่วนหน้าของคณะกรรมการบริหารจังหวัดน่านที่แยกไปช่วยควบคุมการปฏิบัติงานในเขต ๓, ๕ และ ๖ ด้วย ในเขตงานนี้ จะมีผู้ชี้นำทั้งระดับ คณะกรรมการบริหารจังหวัด และคณะกรรมการบริหารอำเภอ มีกองร้อยทหารหลักจังหวัดปฏิบัติงาน ทำหน้าที่สู้รบและยังมีหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเฉพาะกิจเพื่อขัดขวางการสร้างทาง บ้านน้ำบาง- บ้านผักเฮือก ด้วย ประชาชนในพื้นที่เป็นชาวเขาเผ่าลัวะ
เขตงาน ๕ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอปัว ตั้งศูนย์กลางอยู่บริเวณสบบาง ทิศตะวันออก ไปจรดชายแดนลาว เขตงานนี้ไม่มีการจัดตั้งสำนักอำนาจรัฐ หรือหมู่บ้านจัดตั้ง แต่มีกำลังทหารหลักอยู่ในพื้นที่ รับผิดชอบการสู้รบ งานมวลชน และงานผลิต
เขตงาน ๖ รับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่จริม ตั้งศูนย์กลางอยู่บริเวณขุนน้ำพาง มีสำนักอำนาจรัฐควบคุมประชาชนชาวลัวะ ใน ๖ หมู่บ้าน โดยกองร้อยทหารหลักจังหวัด ทำหน้าที่สู้รบและเป็นหน่วยงานมวลชน งานผลิต
เขตงาน ๗ (เขตงาน ๑๓ เดิม) ปฏิบัติงานในพื้นที่รอยต่อ ๓ อำเภอ คืออำเภอปง อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา และกิ่งอำเภอบ้านหลวง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ผกค. ส่วนใหญ่จะเรียนเขตนี้ว่า “ฐานที่มั่นน้ำสาว” จัดเป็นฐานที่มั่นที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ มีหน่วยต่าง ๆ ปฏิบัติงานอยู่ถึง ๑๕ กอง ในจำนวนนี้เป็นกองงานมวลชนถึง ๗ กอง
เขตงาน ๙ (เต ๒) มีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมระหว่างอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน กับ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เป็นคลังเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ของจังหวัดเชียงราย น่าน และจังหวัดพะเยา ตลอดจนเป็นที่ตั้งของ ค่ายป่าซางเหลือง ที่อยู่บริเวณชายแดนไทย – ลาว ซึ่งมีหน้าที่ฝึกอบรมด้านการเมืองและการทหารให้กับ ผกค. เพื่อสนับสนุนเขตงาน ๗ และเขตงาน ๘ กำลังในพื้นที่ประกอบด้วยทหารหลัก ทหารท้องถิ่น และทหารบ้าน
การปฏิบัติงานกองพลทหารม้าส่วนหน้าในพื้นที่จังหวัดน่าน เสร็จสิ้นลงเมื่อ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๒๔ หลังจากที่ ได้เปลี่ยนชื่อหน่วยเป็นกองพลทหารม้าที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๒๒ โดยได้ส่งมอบกรมทหารม้าที่ ๑ รักษาพระองค์ ให้เป็นหน่วยในอัตราการจัดของกองพลทหารม้าที่ ๒ และต่อมาในปี ๒๕๒๕ กองพลทหารม้าที่ ๑ ได้ขึ้นการบังคับบัญชาต่อกองทัพภาคที่ ๓ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๖ มีการจัดตั้งกรมทหารม้าที่ ๖ ให้อยู่ในอัตราการจัดของกองพลทหารม้าที่ ๑ แต่ให้มอบการบังคับบัญชาไว้กับกองทัพภาคที่ ๒ ส่วนกองพลทหารม้าที่ ๑ ได้ส่งมอบพื้นที่บริเวณสนามเป้า กรุงเทพฯ ให้กองพลทหารม้าที่ ๒ รับผิดชอบต่อไป แล้วเคลื่อนย้ายกำลังพลไปจัดตั้งกองบัญชาการกองพลทหารม้าที่ ๑ ขึ้นใหม่ ที่ค่ายพ่อขุนผาเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อ ๑๗ มกราคม ๒๕๒๖ โดยได้จัดกองบัญชาการผสมพลเรือนตำรวจ ทหาร (พตท.) ที่ ๓๓ อยู่ ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดน่านต่อไป
สำรับทหารแล้ว การตายในสนามรบ คือ เกียรติประวัติอันควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ เพราะถ้าไม่มีผู้กล้าเหล่านี้ ลูกหลานไทยคงไม่มีแผ่นดินอยู่อาศัยสืบมาจนถึงทุกวันนี้ วีรกรรมของทหาร จึงได้รับการจารึกอยู่ในจิตวิญญาณของคนไทยมาเป็นเวลายาวนาน และยากจะปฏิเสธได้

