ย้อนหลังสู่ประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ ๒๔๔๐ จะพบว่าดินแดนทางภาคเหนือของประเทศไทยมีชนกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า จีนฮ่อ ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มขนาดย่อม ตั้งรกรากอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน บริเวณมณฑลยูนนาน และบริเวณตอนเหนือของประเทศพม่า ชนกลุ่มนี้มีความสามารถในด้านการค้าขายและเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างพื้นที่ตอนใต้ของประเทศจีน และตอนเหนือของประเทศไทยเป็นประจำ ด้วยลักษณะนิสัยดังกล่าว ทำให้จีนฮ่อมีการเคลื่อนไหวและโยกย้ายอยู่ตลอดเวลา จนมีความคุ้นเคยและรู้จักสภาพภูมิประเทศ รวมทั้งสภาพการปกครองของไทยเป็นอย่างดี ต่อมาจึงได้แผ่อิทธิพลครอบคลุมพื้นที่ตอนเหนือของไทย ด้วยการข่มขู่และคุกคามเจ้าหน้าที่บ้านเมืองในยุคสมัยนั้นถึงกับยกกำลังเข้ายึดเมืองบางเมืองในแคว้นล้านนาไทยไว้
จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น ทางราชการไทยได้ส่งกำลังเข้าทำการปราบปรามจนกำลังฝ่ายจีนฮ่อแตกกระจายหลบหนีไปยังประเทศข้างเคียง กาลเวลาผ่านไปไม่นาน ชนกลุ่มนี้ก็ได้รวบรวมกำลังจะเข้ายึดเมืองเชียงรายอีก แต่ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากประชาชนได้ร่วมกับผู้ปกครองบ้านเมืองทำการต่อสู้จนสุดความสามารถ
รัฐบาลในสมัยนั้นพิจารณาเห็นว่า หากปล่อยให้เหตุการณ์ยังคงเป็นอยู่เช่นนี้ต่อไป จะเป็นมูลเหตุให้ประชาชนขวัญเสียและถ้าเหตุการณ์ลุกลามไปใหญ่โตย่อมยากที่จะแก้ไขโดยไม่ให้เสียเลือดเนื้อและชีวิตได้ เพราะหน่วยทหารเมืองลำปางอยู่ห่างไกลจากเมืองเชียงรายและไม่สะดวกต่อการเคลื่อนย้ายกำลังเข้าช่วยเหลือดังนั้น ในปี ๒๔๔๗ (ร.ศ.๑๒๓) รัฐบาลจึงได้ส่งหน่วยทหารมาประจำที่เมืองเชียงราย เรียกชื่อว่า “หน่วยทหารกองเมืองเชียงราย” โดยเคลื่อนย้ายกำลัง ๒ กองร้อยและ ๑ หมวดทหารปืนใหญ่ มาจากจังหวัดนครสวรรค์ มีพันโทหลวงชาญสรกล เป็นผู้บังคับการ
หน่วยทหารกองเมืองเชียงราย มีที่ตั้ง ณ บริเวณดอยจำปี (ที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน) ขึ้นการบังคับบัญชากับกรมบัญชาการทหารบก มณฑลพายัพฝ่ายตะวันตก (เชียงใหม่) ต่อมาในปี ๒๔๔๘ (ร.ศ.๑๒๔) ได้ทำการเปลี่ยนชื่อและขยายหน่วยใหม่เป็นกรมทหารราบที่ ๑๔ มีพันโท พระสุรฤทธิ์ พฤติไกร เป็นผู้บังคับการ จัดกำลังเป็น ๓ กองร้อยและ ๑ หมวดปืนใหญ่ทหารราบและยังคงขึ้นการบังคับบัญชาการกับหน่วยทหารที่เชียงใหม่ตามเดิม
ในปี ๒๔๔๙ (ร.ศ.๑๒๕) ได้ทำการปรับหน่วยใหม่ให้คงเหลือ ๒ กองร้อย และ ๑ หมวดปืนใหญ่ มีพันโทหลวงรัตรณยุทธ เป็นผู้บังคับการ โดยยังคงขึ้นการบังคับบัญชากับกรมทหารบกมณฑลพายัพ ในปีต่อมา คือปี ๒๔๕๐ (ร.ศ.๑๒๖) ได้มีการเปลี่ยนตัวผู้บังคับบัญชาใหม่อีกครั้ง โดยมีพันตรีหลวงศัลยยุทธวิธีกร เป็นผู้บังคับการและในปี ๒๔๕๒ ได้มีการเปลี่ยนตัวผู้บังคับการทหารราบที่ ๑๔ (เมืองเชียงราย) เป็นพันเอกพระสุระรณชิต ส่วนหน่วยขึ้นตรงคงมี ๒ กองร้อยและ ๑ หมวดปืนใหญ่ตามเดิม ในปีนี้ได้เลิกการนำกำลังพลระดับพลทหารจากนครสวรรค์ขึ้นมาประจำการ แต่ได้ทำการคัดเลือกเกณฑ์พลชายฉกรรจ์จากเมืองเชียงราย ในระดับลูกแถวเข้าประจำการแทนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ล่วงมาจนถึงปี ๒๔๖๑ กองทัพบกได้จัดตั้งจังหวัดทหารบกเชียงรายขึ้นโดยให้ขึ้นการบังคับบัญชากับกรมบัญชาการทหารบกมณฑลพายัพฝ่ายตะวันตก (เชียงใหม่) ตามเดิม ตามคำสั่งทหารบกที่ ๒๒๓/๒๘๒๕๔ ลง ๒๒ มีนาคม ๒๔๖๑ มีพันเอกพระสุระรณชิต เป็นผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเชียงรายเป็นคนแรก และได้เปลี่ยนนามหน่วยเป็น “กรมทหารราบที่ ๑๘”
ในปี ๒๔๖๕ จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์ วรพินิตและพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอดิศรอุดมศักดิ์ ขณะดำรงพระยศเป็นนายพลโทหม่อมเจ้าอลงกฎ แม่ทัพน้อยที่ ๒ ได้เสด็จตรวจเยี่ยมหน่วยทหารเมืองเชียงรายที่บริเวณดอยจำปี นับเป็นพระกรุณาที่ทางจังหวัดทหารบกเชียงรายและกรมทหารราบที่ ๑๘ ได้รับจากเจ้านายผู้ใหญ่ที่เดินทางไปตรวจราชการในจังหวัดเชียงราย
คงต้องนับว่าเป็นความโชคดี ที่ตั้งแต่มีการสถาปนาหน่วยใหม่ขึ้น ไม่ปรากฏเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นในเมืองเชียงรายเลยจนกระทั่งหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง นานาประเทศต่างได้รับความกระทบกระเทือนจากผลของสงครามโลกครั้งนี้โดยทั่วกัน โดยเฉพาะจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงอย่างรุนแรง รัฐบาลไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้สั่งให้ยุบเลิกหน่วยจังหวัดทหารบกเชียงรายและกรมทหารราบที่ ๑๘ เมื่อปี ๒๔๗๑ ตามคำสั่งกลาโหม ลง ๒๖ มีนาคม ๒๔๗๑ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนถึงปี ๒๔๙๑ นับเป็นเวลา ๒๐ ปี จังหวัดเชียงรายได้ว่างเว้นจากการมีหน่วยทหารประจำการอยู่ในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม เมื่อปี ๒๔๘๓ ขณะที่มหาสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้อุบัติขึ้นนั้น กองทัพไทยได้มีบทบาทต่อการรักษาสันติภาพของโลกและมีส่วนในการรับผลกระทบจาผลของสงครามเช่นกัน จึงขอกล่าวถึงหน่วยทหารที่เคยเข้าร่วมปฏิบัติการในสงครามเอเชียบูรพาในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา ซึ่งมีหลายหน่วยดัวยกันดังนี้
กรมทหารราบที่ ๔ และกรมทหารราบที่ ๕ ซึ่งกำเนิดจากการจัดหน่วยระดับกองพลสนามคือ “กองพลที่ ๒” เมื่อปี ๒๔๘๔ ภายหลังแปรสภาพเป็นกรมทหารราบที่ ๒ เป็นหน่วยรบด้านบูรพาทิศ กรมทหารราบทั้ง ๒ หน่วยได้รับมอบหมายให้เคลื่อนย้ายกำลังไปร่วมกับกองพันพายัพที่ ๒ พื้นที่ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ และเคลื่อนกำลังเข้าไปปฏิบัติการรบในครั้งนั้น คือ สหรัฐไทยเดิม ทั้งสองหน่วยสามารถปฏิบัติการรบได้เป็นผลสำเร็จ ตามภารกิจที่ได้รับการมอบหมายอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ สามารถยึดเมืองสำคัญต่างๆ ในสหรัฐไทยเดิมได้ทั้งหมด อาทิ เมืองเชียงตุง เมืองยู้ เมืองเชียงขาและเมืองแฮะ เป็นต้น นับเป็นวีรกรรมและเป็นเกียรติประวัติอันสูงส่งของผู้บังคับหน่วยทั้งสองคือ พันโทหลวงอภิชิตเรืองเดชและพันโทขุนนันทโยธิน
อีกหน่วยหนึ่ง คือกรมทหารราบที่ ๗ ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ หลังจากที่ญี่ปุ่นบุกเข้าประเทศไทยจนกลายเป็นมหามิตรและได้ตกลงทำการรบร่วมกันในสงครามเอเชียบูรพา
ในต้นเดือนมกราคม ๒๔๘๕ กองบังคับการกรมทหารราบที่ ๗ และหน่วยในกรมทหารราบที่ ๗ ได้เคลื่อนกำลังทั้งหมดไปเข้าที่ตั้งบริเวณบ้านร่องห้า อำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย (ขณะนั้น “พะเยา” ยังไม่ได้รับการจัดตั้งเป็นจังหวัด) ต่อมาในเดือนเมษายน ๒๔๘๕ กองบังคับการกรมทหารราบที่ ๗ ได้ตั้งหน่วยขึ้นที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อกองบังคับการกรม อยู่บริเวณวัดตอนต้น ส่วนกองพันต่างๆ เข้าที่ตั้งประกอบด้วย
กองพันทหารราบที่ ๑๙ เข้าที่ตั้งบริเวณบ้านคอย ห่างจากที่ตั้งกองบังคับการกรมไปทางทิศเหนือ ๑๖ กิโลเมตร
กองพันทหารราบที่ ๒๐ เข้าที่ตั้งบริเวณตำบลแม่ใจ ห่างจากที่ตั้งกองบังคับการกรมไปทางทิศเหนือ ๓ กิโลเมตร
กองพันทหารราบที่ ๒๑ อยู่ที่ตำบลแม่ใจ ห่างจากที่ตั้งกองบังคับการกรมไปทางทิศใต้ ๑๘ กิโลเมตร
เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ๒๔๘๕ หน่วยกรมทหารราบที่ ๗ ได้เคลื่อนที่เป็นกองหนุนของกองพลที่ ๓ ได้เข้าที่ตั้งดอยเหมย กองพันทหารราบที่ ๑๙ และกองพันทหารราบที่ ๒๐ ให้เดินทางเลยไปที่บ้านเชียงตุง ส่วนกองพันทหารราบที่ ๒๑ อยู่กับกองบังคับการกรมทหารราบที่ ๗ และได้เคลื่อนที่ติดตามไปหลังจากที่กองพันราบที่ ๑๙ และกองพันทหารราบที่ ๒๐ ได้เข้าประจำที่เรียบร้อยแล้ว
กำลังทหารทุกหน่วย ได้มีส่วนรบในการสงครามครั้งนั้นจนเมื่อเดือนเมษายน ๒๔๘๘ หน่วยในกรมทหารราบที่ ๗ ได้รับคำสั่งให้เดินทางมาเข้าที่ตั้งบริเวณอำเภอเมืองเชียงราย เพื่อเตรียมการต่อต้านญี่ปุ่น ต่อมาเมื่อ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๘ ญี่ปุ่นได้แพ้สงครามโดยสันติ ทุกหน่วยจึงเดินทางกลับที่ตั้งปกติ
กรมทหารราบที่ ๔ จัดขึ้นเฉพาะในช่วง สงครามมหาเอเชียบูรพา โดยหน่วยนี้ได้นำกำลังไปปฏิบัติราชการสนามร่วมกับกองทัพพายัพที่แม่สอด และจากแม่สอดได้มุ่งตรงไปยังเชียงราย-เชียงตุง-แม่น้ำรำ ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับมณฑลยูนนาน ภารกิจที่ได้รับมอบหมายก็คือ ขับไล่ข้าศึกและรักษาพื้นที่ที่ได้รับมอบให้รับผิดชอบ ซึ่งทางหน่วยสามารถปฏิบัติภารกิจสำเร็จจนได้รับเหรียญกล้าหาญ
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง ในปี ๒๔๘๘ รัฐบาลในขณะนั้นพิจารณาเห็นว่า เมืองเชียงรายมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาวและพม่า ดังนั้น อาจจะเกิดสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้ จึงเห็นสมควรให้จัดตั้งหน่วยทหารประจำเมืองเชียงรายขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นในปี พ.ศ.๒๔๙๑ กองทัพบกได้สั่งให้กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่๑๔ ซึ่งมีที่ตั้งปกติอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี เคลื่อนย้ายกำลังโดยรถไฟเข้าสู่เมืองจังหวัดลำปาง มีพันโท พิศิษฐ์ ไกรจิตติ (ยศในขณะนั้น) เป็นผู้บังคับกองพัน ประกอบด้วย ๒ กองร้อย ๑ หมวดปืนใหญ่ทหารราบ ๑ หมวดสื่อสาร ๑ หมวดสูทกรรม และ ๑ หมวดเสนารักษ์ กำลังส่วนนี้เข้าที่พักในจังหวัดลำปาง เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายไปยังบริเวณบ้านเด่นห้า ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
ณ บริเวณบ้านเด่นห้านั้น ได้มีการก่อสร้างอาคารไว้บ้างแล้ว เมื่อก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ คณะเตรียมการ จึงได้ทำการปรับปรุงอาคารบ้านพักและแผ้วถางบริเวณที่จำเป็น ก่อนหน่วยทหารเข้ามาอยู่เป็นการถาวร ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงปัจจุบัน
การจัดตั้งจังหวัดทหารบกเชียงรายอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง ได้ดำเนินการเมื่อปี ๒๔๙๓ ตามพระราชกฤษฎีกา จัดวางระเบียบราชการกองทัพบกในกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ๔) พุทธศักราช ๒๔๙๓ ณ ที่ตั้งของกองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๑๔ เดิม (บ้านเด่นห้า) ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็นกองพันทหารราบที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๗ ตามคำสั่งของกองทัพบกที่ ๘๗/๗๗๘๑ ลง ๑๙ มิถุนายน ๒๔๙๒ ขึ้นการบังคับบัญชากับกองพลทหารราบที่ ๗ จังหวัดลำปาง มีพลตรีหลวงสวัสดิฤทธิรณฯ เป็นผู้บัญชาการกองพล และในปีต่อมาได้เปลี่ยนนามหน่วยอีกครั้งเป็น กองพันทหารราบที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๑๗ ตามคำสั่งกองทัพบกที่ ๘๓/๗๓๑๓ ลง ๑๒ มิถุนายน ๒๔๙๓
ในปี ๒๔๙๔ ได้เพิ่มกำลังทหารขึ้นอีก ๑ กองร้อยและในปี ๒๔๙๔ ได้แปรสภาพหน่วยเป็น กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๗ ขึ้นการบังคับบัญชากับกองพลที่ ๗ ตามคำสั่งกองทัพบกที่ ๖/๑๒๐๓ ลง ๑๙ มกราคม ๒๔๙๕ โดยในปีต่อมา หน่วยได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งเป็นความช่วยเหลือจากประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติม จึงมีการปรับปรุงการฝึกไปตามสภาพอาวุธยุทธภัณฑ์แบบใหม่ที่มีความทันสมัยขึ้น พร้อมกันนั้นได้เปลี่ยนการจัดกำลังเป็น ๕ กองร้อย คือ กองร้อยที่ ๑,๒,๓ กองร้อยอาวุธเบาและกองร้อย กองบังคับการ
ในปีเดียวกับที่ได้มีการปรับปรุงหน่วยใหม่นี้ กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๗ ได้รับพระราชทานธงชัยเฉลิมพล จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ ปะรำพิธีบริเวณท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร ขณะนั้นพลเอก ผิน ชุณหะวัณ เป็นผู้บัญชาการทหารบก
ต่อมาในปี ๒๔๙๘ ได้มีการแปรสภาพหน่วยอีกครั้งหนึ่ง เป็นกองพันทหารราบที่ ๓ กรมผสมที่ ๗ ตามคำสั่งกองทัพบก ที่ ๓๒/๒๗๗๖๐ ลง ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๘ และในปีนี้ได้มีการก่อสร้างอาคารโรงเรียนเพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก
จนถึงปี ๒๕๑๐ กองทัพบกได้สั่งให้แยกหน่วยทหารในจังหวัดเชียงราย ออกเป็น ๒ ส่วนอย่างชัดเจน ดังนี้
* หน่วยทหารส่วนกำลังรบ ได้แก่ กองพันทหารราบที่ ๓ กรมผสมที่ ๗
* หน่วยทหารส่วนภูมิภาค ได้แก่ จังหวัดทหารบกเชียงราย
ต่อมากองทัพบกได้แก้ไขอัตราเฉพาะกิจของจังหวัดทหารบกเชียงรายอีก กล่าวคือ ในปี ๒๕๑๙ ได้ขยายให้มีการบรรจุหมวดสมุดประวัติจังหวัดทหารบกเชียงรายเหล่าสารบรรณ ตามคำสั่งกองทัพบก (เฉพาะ) ที่ ๑๐๓/๑๙ (ครั้งที่ ๕) ลง ๒ ธันวาคม ๒๕๑๙ ในปี ๒๕๒๐ ได้แก้อัตราเฉพาะกิจของจังหวัดทหารบกเชียงรายและในปี ๒๕๒๒ ได้บรรจุแผนการฝึกกำลังสำรอง ตามประกาศกรมการรักษาดินแดน ลง ๑๖ ตุลาคม ๒๕๒๑ โดยมีหัวหน้าแผนกการฝึกกำลังสำรองจังหวัดทหารบกเชียงราย (อัตราพันตรี) รับผิดชอบการฝึกนักศึกษาวิชาทหารตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
จนถึงปี ๒๕๒๔ แผนกการฝึกกำลังสำรองจังหวัดทหารบกเชียงราย ได้ขยายอัตราหัวหน้าแผนกการฝึกกำลังสำรองจากอัตราพันตรี เป็นอัตราพันโท ตามคำสั่งกองทัพบก (เฉพาะ)ที่ ๖๑/๒๗ ลง ๘ พฤษภาคม ๒๕๒๗ และกองทัพบกได้มีคำสั่งให้เปิดรับสมัครนักศึกษาวิชาทหารหญิง ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๒๘ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาเมื่อ ๘ ตุลาคม ๒๕๒๗ กองทัพบกก็ได้มีคำสั่งให้จัดตั้งจังหวัดทหารบกเชียงราย (ส่วนแยกพะเยา) ตามคำสั่งกองทัพบก ที่ ๒๔๓/๒๗ ลง ๘ ตุลาคม ๒๕๒๗ ขึ้นอีกหน่วยหนึ่ง เพื่อสนับสนุนกรมทหารราบที่ ๑๗ จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นหน่วยกำลังรบที่จัดตั้งขึ้นใหม่
จังหวัดทหารบกเชียงรายเป็นหน่วยขึ้นตรงมณฑลทหารราบที่ ๓๓ มีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อย ระเบียบวินัยภายนอกหน่วยทหาร การระดมสรรพกำลัง การสัสดี การคดี การศาลทหาร การเรือนจำ การเกณฑ์พลเรือนอุดหนุนราชการทหาร การอสังหาริมทรัพย์และสนับสนุนหน่วยทหารที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดทหารบก ตลอดจนปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบแบบธรรมเนียมของทหารตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
นอกจากหน้าที่ตามที่ได้กล่าวแล้ว จังหวัดทหารบกเชียงรายยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานด้านชายแดนไทย-พม่า ด้วย เนื่องจากผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเชียงรายเป็นกรรมการชายแดนไทย-พม่าระดับท้องถิ่นโดยตำแหน่ง ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๒ หลังเหตุการณ์ทหารพม่ารุกล้ำอธิปไตยของไทยเข้ามาปฏิบัติการบริเวณบ้านวังแก้ว อำเภอแม่สอด จังหวัดจาก เมื่อ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๒ ในห้วงที่พลตรีแป้ง ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเชียงรายอยู่นั้น พลตรีแป้ง มีตำแหน่งประธานคณะกรรมการฯ ฝ่ายไทย จึงเป็นหลักในการเจรจาแก้ปัญหาชายแดนระดับท้องถิ่นด้านอำเภอแม่สาย จังหวีดเชียงราย อยู่เป็นประจำและทุกครั้งพลตรีแป้ง สามารถประสานความเข้าใจและประสารการปฏิบัติ ตลอดจนจัดให้มีการแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างกันท่ามกลางบรรยากาศฉันมิตร มีการถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จังส่งผลให้การประชุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและภารกิจประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี
มิใช่เพียงภารกิจตามหน้าที่รับผิดชอบในฐานะผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเชียงรายเท่านั้น ที่พลตรีแป้ง สามารถปฏิบัติให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีจนควรแก่การเป็นแบบอย่างสำหรับคนรุ่นต่อไป หากแต่งานอันเป็นภารกิจพิเศษที่ได้รับมอบหมาย อาทิ โครงการพัฒนาดอยตุง การก่อสร้างพระตำหนักดอยตุง โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่า พัฒนาคุณภาชีวิตและสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่อภัยทานและการก่อสร้างโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราชแห่งใหม่น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นราชสักการะแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นต้น ทุกโครงการและทุกงาน ล้วนประสบผลเป็นที่น่าพอใจและได้นำชื่อเสียงมาสู่หน่วยงานจนเป็นที่รับรู้ทั่วกัน
ดังนั้น ด้วยความภาคภูมิใจที่จังหวัดเชียงรายมีคนดีเป็นศักดิ์เป็นศรีแก่ชาวเชียงราย ทั้งยังนำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุข ชาวเชียงรายจึงพากันจัดงาน “ร่มเย็นสุขศรี คนดีเชียงราย” ขึ้นในวาระคล้ายวันเกิดของพลตรี แป้ง ซึ่งน้ำใจดังกล่าว ยังความปลื้มปีติแก่ พลตรี แป้ง เป็นที่สุด
….ดินแดน “ล้านนาไทย” อันเป็นถิ่นกำเนิดของพ่อขุนเม็งรายมหาราชแห่งนี้….. ได้รับการจารึกอยู่ในความทรงจำของ พลตรี แป้ง อย่างไม่รู้ลืม….
“…ผมปลื้มใจที่สุดที่ได้มีโอกาสถวายงาน สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อย่างใกล้ชิด ผมทุ่มเททำงานถวายอย่างสุดชีวิต มุ่งมั่นต่องานในโครงการที่กองทัพบกมอบหมาย โดยได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับคุณชาย ดิศนัดดา ดิศกุล ราชเลขาธิการในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งเป็นเพื่อนรักมาตั้งแต่เด็กๆ ท่านพ่อและท่านแม่ของคุณชายก็รู้จักกันดีกับพ่อแม่ของผม ช่วยให้การทำงานสนุกและมีความคล่องตัวมากขึ้น…ในเวลานั้น ผู้ใหญ่ก็เดินมาเข้าเฝ้าและเยี่ยมชมโครงการเกือบทุกอาทิตย์”

