ก่อนไปรับผิดชอบงานที่ ฉก.๓๒๗ เจ้ากรมข่าวเสนอชื่อผมไปเป็นผู้ช่วยทูตทหารบกประจำกรุงวอชิงตันพร้อมๆกับที่ พลโทชัยชนะ ธารีฉัตร แม่ทัพภาคที่ ๓ ขอตัวผมไปเป็นรองเสนาธิการกองทัพที่ ๓ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น กรุณาสอบถามความสมัครใจผลถึง ๒ ครั้งว่า ต้องการอย่างไร ในที่สุด ผมตัดสินใจขอไปเป็นรองเสนาธิการกองทัพภาคที่ ๓ ซึ่งคดว่าจะถนัดกว่า และอนาคตน่าจะสดใสกว่า…. จากนั้นแม่ทัพภาคที่ ๓ กรุณามอบหมายให้ผมรับผิดชอบ ฉก.๓๒๗ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่…
ความมั่นคงของชาติ คือภารกิจอันใหญ่หลวงของทหารที่ต้องดำรงให้คงอยู่ตลอดไป ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อมีสถานการณ์ใดที่บ่งบอกถึงอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ทหารจึงต้องดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อแก้ไขปัญหานั้นให้คลี่คลายไปในทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติให้มากที่สุด
อดีตทหารจีนคณะชาติอพยพ หรืออดีต ทจช.อพยพ เป็นบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ “หนีร้อนมาพึ่งเย็น” และยังคงตกค้างอยู่บนแผ่นดินไทยทางภาคเหนือ ซึ่งไทยไม่สามารถผลักดันให้พ้นอาณาเขตประเทศสยามได้ หน่วยเฉพาะกิจ ๓๒๗ หรือ ฉก.๓๒๗ จึงได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๗ เพื่อภารกิจในการดูแล อดีต ทจช. และแก้ปัญหาด้านความมั่นคง อันเป็นผลกระทบที่เกิดจากากรกระทำของอดีต ทจช.อพยพ ทั้งนี้ เนื่องจากผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มอบโอนความรับผิดชอบในการควบคุมและพัฒนาอดีต ทจช. ให้กองทัพบกมาดำเนินการ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านตะวันตกของประเทศให้มีประสิทธิภาพและกองทัพบกได้มอบให้กองทัพภาคที่ ๓ เป็นหน่วยรับผิดชอบดำเนินการตามโครงการอาสาพัฒนาป้องกันตนเอง เพื่อผลในทางปฏิบัติ กองทัพภาคที่ ๓ จึงมอบภารกิจให้ ฉก.๓๒๗ (ฉก.๓๒๗, ภ.๓. ม.ป.ป.(ก) : ๑๐) ทำการควบคุมและพัฒนาอดีต ทจช.อพยพ และจีนฮ่ออิสระ โดยให้จัดระเบียบกลุ่มจีนอิสระไปพร้อมด้วยขณะเดียวกันก็ทำการเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนและป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นสำคัญด้วย
ในการดำเนินงานตามนโยบายที่จะดำเนินการต่อ ทจช. อพยพหรือจีนฮ่อนั้นทางราชการได้แบ่งกลุ่มจีนฮ่อ ออกได้เป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่
๑. กลุ่มอดีตทหารจีนคณะชาติอพยพ (อดีต ทจช.อพยพ) ได้แก่ กองกำลังติดอาวุธในอดีต คือ กองทัพที่ ๓ ของ นายพล หลี และกองทัพที่ ๕ ของ นายพล ต้วน ตลอดจนครอบครัวของทหารที่อพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ ต่อมาในปี ๒๕๑๓ คณะรัฐมนตรีมีมติให้กองบัญชาการทหารสูงสุด (กองอำนวยการพัฒนาสังคมและอาชีพผู้อพยพ หรือ บก.๐๔) ทำการปลดอาวุธและแปรสภาพเป็นพลเรือนอพยพ และในปี ๒๕๒๗ คณะรัฐมนตรีมีมติให้ ฉก.๓๒๗ ควบคุมอดีตทหารจีนชาติที่อาศัยอยู่ใน ๑๓ หมู่บ้าน ประมาณ ๘,๑๒๗ คน โดยให้อยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ๑ หมู่บ้าน จังหวัดเชียงใหม่ ๘ หมู่บ้าน และจังหวัดเชียงราย ๔ หมู่บ้าน
๒. กลุ่มจีนฮ่ออพยพ ได้แก่ ชาวจีนในมณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นพลเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย ในระยะเวลาใกล้เคียงกับกลุ่มอดีต ทจช.อพยพ โดยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอดีต ทจช.อพยพ และบริเวณใกลเคียง มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ ๑๒,๖๙๗ คน กลุ่มนี้อยู่ในความควบคุมของกระทรวงมหาดไทย
๓. กลุ่มจีนฮ่ออิสระ ได้แก่ อดีต ทจช.อพยพ หรือครอบครัว และจีนฮ่อพลเรือนที่อพยพจากพม่า แล้วเข้ามาอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ต่อมา ฉก.๓๒๗ ได้จัดทำทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๒๗ ในพื้นที่ ๓ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๓๔๕ คน จังหวัดเชียงใหม่ ๒,๒๖๖ คน และจังหวัดเชียงราย ๒,๕๓๗ คน รวม ๕,๑๘๖ คน เพื่อควบคุมมิให้มีการดำเนินการที่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง
ฉก.๓๒๗ มุ่งให้ความช่วยเหลืออดีต ทจช.อพยพ และครอบครัว ให้มีสภาพความเป็นอยู่เหมือนกับชาวไทยทั่วไป เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายให้อดีต ทจช.พอยพ และครอบครัวที่ตกค้างอยู่ทางภาคเหนือ บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ที่มีความประพฤติดี ทีอาชีพสุจริต ประพฤติตนอยู่ในกรอบของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ มีความจงรักภักดี และมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรู้ถึงบุญคุณของประเทศไทย ได้อยู่ในพื้นที่หมู่บ้านที่อาศัยอยู่ในปัจจุบันต่อไปได้เป็นถาวร (ฉก.๓๒๗,ทภ.๓.ม.ป.ป.(ข):๑) ทั้งยังอนุญาตให้โอนสัญชาติอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือให้ได้รับสภาพเป็นคนต่างด้าว เนื่องจากจะส่งบุคคลเหล่านี้ออกไปนอกประเทศ ไม่สามารถกระทำได้ (ขจัดภัย บุรุษพัฒน์,คำบรรยาย : ๑๒ ก.พ. ๓๑)
ปัญหาที่เกิดตามมาจาการที่ต้องให้อดีต ทจช.อพยพ อยู่บนแผ่นดินไทยต่อไปด้วยนั้นก็คือ การที่พวกเขายังคงรักษาวัฒนธรรมแบบจีนไว้ได้เป็นส่วนใหญ่ หากอดีต ทจช.อพยพ ได้รับสัญชาติไทย แต่ไม่ยอมพูดภาษาไทย ไม่ยอมคบหาสมาคมกับคนในพื้นที่ราบ ย่อมเป็นเรื่องน่าวิตกกว่า พวกเขาจะมีความสำนึกในความเป็นคนไทยได้จริงหรือไม่ (ไพรัตน์ เตชะรินทร์, คำบรรยาย : ๑๒ ก.พ. ๓๑) ส่วนด้านจีนฮ่ออิสระนั้น แต่ละปีมีผู้หลบหนีเข้ามาอาศัยอยู่ตามบ้านอดีต ทจช.อพยพและบ้านจีนฮ่ออพยพจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ จึงจำเป็นที่ทางการต้องเข้าไปจัดระเบียบกลุ่มให้
ในความเป็นจริงจีนฮ่ออพยพ และอดีต ทจช.อพยพ ก็คือคนกลุ่มเดียวกัน พวกนี้เริ่มเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๐๔ และนับจากเวลานั้นเป็นต้นมา บุคคลเหล่านี้ได้ก่อปัญหาให้ไทยหลายประการ (ขจัดภัย บุรุษพัฒน์,คำบรรยาย : ๑๗ ก.ค. ๓๑) ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติทั้งสิ้น สภาความมั่นคงแห่งชาติ จึงได้ดำเนินการศึกษาปัญหาและข้อเท็จจริงในพื้นที่แล้วเสนอแนวทางแก้ไขต่อรัฐบาล เมื่อปี ๒๕๑๓ ต่อมาในปี ๒๕๒๗ ก็ได้มีการพิจารณาทบทวนแนวทางดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง ส่งผลให้สถานการณ์คลี่คลายลงเป็นลำดับ กล่าวคือ สามารถเปลี่ยนจากกองกำลังติดอาวุธ และฐานปฏิบัติการอิสระ มาเป็นหมู่บ้านอยู่อาศัยที่ทางการจัดตั้งขึ้น และประชากรได้ประกอบอาชีพสุจริตภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง แม้กระนั้นก็ยังคงมีอุปสรรคอีกหลายประการ
การที่ทางการจัดให้ ฉก.๓๒๗ เข้ารับผิดชอบงานควบคุมและพัฒนาอดีต ทจช.อพยพ ก็เพื่อให้มีการแก้ไข ปรับปรุงวิธีการดำเนินการต่อผู้อพยพให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๒๗ สาระสำคัญที่ต้องแก้ไขปรับปรุง (ฉก.๓๒๗ (ค) ๒๕๓๐ : ๑๔๙-๑๕๐) ได้แก่
- ด้านการปกครอง ให้มีการจัดตั้งและปกครองหมู่บ้านตามพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองท้องถิ่น
- ด้านการควบคุม ให้ ฉก.๓๒๗ ดูแลด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้านอดีต ทจช.อพยพ ทุกแห่ง และให้ควบคุมดูแลจีนฮ่อ โดยการจัดทำทะเบียนจำนวนและกำหนดถิ่นที่อยู่อาศัยให้แน่นอน เพื่อป้องกันมิให้อดีต ทจช.อพยพ และจีนฮ่ออพยพไปดำเนินการใด ๆ ที่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง
- ด้านการพัฒนา ให้ดำเนินการผ่านคณะกรรมการที่จังหวัดจัดตั้งขึ้นซึ่งประกอบด้วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลืออดีต ทจช.อพยพ และจีนฮ่อ อพยพให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
- ด้านการศึกษา ให้เลิกการสอนภาษาจีนในโรงเรียนที่มีชั้นเรียน และหลักสูตรเกินจากที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้และให้ระงับการดำเนินการใด ๆ จากต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาให้อดีต ทจช.อพยพ และจีนฮ่อ อพยพ
การดำเนินงานของ ฉก.๓๒๗ เป็นการดำเนินการต่อจากโครงการต่าง ๆ ที่ดำเนินมาแล้วจนถึงปี ๒๕๓๐ โดยมีเป้าหมายในการดำเนินงานที่แน่นอน มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของโครงการและมีขอบเขตอยู่ภายในหมู่บ้านอดีต ทจช. รวม ๑๓ หมู่บ้าน เพื่อให้ทุกหมู่บ้านสามารถพัฒนาจนสามารถเลี้ยงตัวเองได้ และให้อยู่ในสภาพเช่นเดียวกับหมู่บ้านคนไทยทั่ว ๆ ไป ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จะได้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่หมู่บ้านคนไทยในบริเวณใกล้เคียงด้วย
ขณะเดียวกับที่มีการควบคุมพัฒนาอดีต ทจช.อพยพ และจัดระเบียบกลุ่มให้จีนฮ่ออิสระ นั้น ฉก.๓๒๗ ก็ได้จัดชุดปฏิบัติการต่าง ๆ ขึ้น โดยคัดเลือกกำลังพลจากอดีต ทจช.อพยพและแหล่งข่าวของ ฉก.๓๒๗ ให้เป็น ชุดปฏิบัติการประจำหมู่บ้าน และ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เพื่อคอยดูแลทั่วไป หากมีการเคลื่อนไหวหรือปฏิบัติการใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดความไม่มั่นคงต่อประเทศชาติตามแนวชายแดน ชุดปฏิบัติการเหล่านี้จะรายงานให้ ฉก.๓๒๗ ทราบ เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความเหมาะสมต่อไป
ส่วนด้าน ป้องกันประเทศอย่างจำกัด ก็กระทำโดยใช้มาตรการด้านการข่าวและการรายงาน หากมีการคุกคามจากกองกำลังใด ๆ ที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ชุดปฏิบัติการ
ฉก.๓๒๗ และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน จะเข้ายับยั้ง หรือผลักดันออกไปเป็นลำดับแรก
เรื่องที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องอีกเรื่องหนึ่งได้แก่ การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดซึ่งในเรื่องนี้ ฉก.๓๒๗ ได้ดำเนินการในหมู่บ้านผู้อพยพทุกแห่งรวมทั้งบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกับหมู่บ้านอดีต ทจช.อพยพ โดยใช้มาตรการป้องกันนั้น ได้ทำการตรวจค้นหาสิ่งของที่ผิดกฎหมายทุกประเภทเป็นประจำทุกเดือน โดยเน้นยาเสพติดให้โทษเป็นหลักและหากมีข่าวการเคลื่อนไหวหรือสิ่งผิดปกติ ฉก.๓๒๗ ก็พร้อมดำเนินการปราบปรามได้ทันที
ในหน้าคำนำของหนังสือเรื่อง “ผู้อพยพอดีตทหารจันคณะชาติ” ซึ่งรวบรวมและจัดทำขึ้นโดย ฉก.๓๒๗ นั้น พลเอกแป้ง ในฐานะผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ ฉก.๓๒๗ ได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาของทางราชการไว้ความว่า
“ปัญหากองทหารจีนคณะชาติและจีนฮ่ออพยพเป็นปัญหาเรื้อรังเป็นเวลานานเกือบ ๓๐ ปี เริ่มด้วยการที่กองทหารจีนของรัฐบาลก๊กมินตั๋ง พ่ายแพ้แก่กองทัพจีนในผืนแผ่นดินใหญ่ รัฐบาลก๊กมินตั๋งได้ถอยหนีจากแผ่นดินใหญ่ ไปตั้งมั่นบนเกาะไต้หวันและได้มีกองทหารฝ่ายรัฐบาลก๊กมินตั๋งบางส่วนในแคว้นยูนนาน ได้สู้พลาง ถอยพลาง ลงมาทางใต้สู่ประเทศพม่า ลาว และได้มาตั้งมั่นอยู่ตามชายแดนภาคเหนือของราชาอาณาจักรไทย
จากการที่กองทหารต่างชาติรุกล้ำอธิปไตยของชาติ ทางราชการทหารได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอดีต ทจช. มาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งปัจจุบันสถานการณ์ต่างๆ ได้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งสามารถส่งมอบโอนหมู่บ้านและการปกครองผู้อพยพเกือบทั้งหมดให้กับฝ่ายมหาดไทย เมื่อปลายปี ๒๕๒๙ แต่ยังคงไว้เฉพาะภารกิจในด้านการดูแลรักษาความสงบ ความปลอดภัยของหมู่บ้าน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางราชการทหารได้เรียนรู้จากประสบการณ์ ไม่เฉพาะบทเรียนทางด้านยุทธการหรือทหารเท่านั้น แต่ยังได้เรียนรู้ประสบการณ์ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและจิตวิทยา ที่สมควรรวบรวมบันทึกไว้เป็นหลักฐานเพื่อประโยชน์ของอนุชนรุ่นหลังต่อไป
งานแก้ปัญหา อดีต ทจช.นั้นเป็นงานที่ละเอียดอ่อน จำเป็นต้องใช้หลักนิติศาสตร์ควบคู่กับรัฐศาสตร์ เป็นงานด้านยุทธศาสตร์และยุทธวิธีใช้เวลา สติปัญญา บุคลากรและงบประมาณ ผลงานที่กระทำในขณะนี้ยังไม่ปรากฏผลในปัจจุบันและบางครั้งอาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปในทางที่ไม่สร้างสรรค์อยู่บ้าง หากจะเปรียบงานนี้ก็เสมือนครอบครัวหนึ่งที่ต้องรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยงดูและถ้าบุตรที่ได้มานั้นเป็นเด็กฉลาด ขยัน มีปฏิภาณไหวพริบ ก็ดีไปแต่ถ้าเป็นเด็กเกเรและมีปัญหา หากท่านเป็นผู้ปกครองเด็กรายนี้ การเลี้ยงดูบุตรบุญธรรมคนนี้ให้เป็นเด็กดีในอนาคต เป็นเด็กที่มีคุณภาพนั้น ดูจะเป็นงานที่ไม่ง่ายนัก เพราะงานเลี้ยงดูบุตรจะให้ดีนั้นมิใช่ด้วยเพียงการว่ากล่าว ตักเตือน อบรมสั่งสอนให้เงินเป็นค่าเลี้ยงดูในการศึกษาเท่านั้น แต่จะต้องให้ความรัก ความอบอุ่นเสมือนบุตรของท่านเองและท่านจะต้องทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี แม้ท่านจะกระทำได้ครบถ้วน ปัญหาที่ตามมาสำหรับครอบครัวท่านคือบุตรที่แท้จริงของท่านเองก็จะกล่าวหาทำนองน้อยใจว่าท่านไปรักคนอื่น ไม่รักลูกของท่าน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางราชการทหารได้จัดหน่วยควบคุมและดำเนินการต่ออดีต ทจช.และจันฮ่ออิสระ ทั้งจาก บก.ทหารสูงสุด และกองทัพบกเพื่อดำเนินตามความเหมาะสมกับเวลาและเหตุการณ์และผู้บังคับบัญชาผู้ใหญ่ทุกระดับชั้นและทุกท่านที่เกี่ยงข้องได้ให้ความสนใจ เสียสละ อดทน จนบังเกิดผลให้ภารกิจดังกล่าวประสบความสำเร็จนั้นก็คือ การเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติและงานที่ได้รับความช่วยเหลือและร่วมจากหน่วยงานของรัฐและเอกชนหลายหน่วย ที่สำคัญ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งมิตรประเทศ
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เสมือนเครื่องเตือนสติที่ทางทหารรับฟังอยู่เสทอ คือเสียงประชาชนที่มาในรูปแบบของสื่อมวลชน ซึ่งทางราชการทหารได้รับฟังมาโดยตลอดเพื่อเป็นแนวทางแก้ไข แม้บางครั้งการวิพากษ์วิจารณ์นั้นจะอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แต่ไม่สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงให้สาธารณชนทราบได้ ในขณะนั้น การปฏิบัติภารกิจในลักษณะเช่นนี้ หน่วยเฉพาะกิจ ๓๒๗ จึงได้เพิ่มคำขวัญภายในวงกลมสัญลักษณ์หน่วย มีข้อความเพิ่มเติมว่า “จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา” และนั่นก็คือสิ่งปลอบใจพวกเราที่ได้ปฏิบัติงานด้วยความไม่ท้อแท้แม้จะมีอุปสรรคปัญหามากมาย ขณะนี้พวกเราก็ภูมิใจว่าเด็กที่เลี้ยงดูอุปการะมาจนเติบโต เป็นเด็กที่ดีพอสมควรมีอาชีพและฐานะตามอัตภาพจนสามารถปกครองตนเองได้แล้ว มิใช่เด็กเกเรหรือเด็กจรจัด หากมิฉะนั้นจะเป็นปัญหาของสังคมซึ่งรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐจะต้องมีภาระและเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหานี้มหาศาลมากกว่าการเลี้ยงดู”
การที่อดีต ทจช. อพยพได้กลายมาเป็นปัญหาให้ประเทศไทยต้องคอยตามแก้ไขนั้น เนื่องมาจากหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในประเทศจีน (จังหวัดทหารบกเชียงราย ๒๕๓๓:๔๑-๔๒) สงครามครั้งนั้น ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะ สามารถครอบครองจีนแผ่นดินใหญ่ไว้ได้ทั้งหมด ตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ จอมพล เจียง ไค เช็ค หัวหน้าพรรคก๊กมิงตั๋ง จึงต้องนำกำลังส่วนใหญ่ถอยไปตั้งถิ่นฐานที่เกาะไต้หวัน และกำลังบางส่วนถอยร่นเข้าไปในเวียดนาม สำหรับกองพล ๙๓ ซึ่งเข้มแข็งกว่ากำลังส่วนอื่น ได้ถอยร่นเข้าไปในแคว้นสิบสองปันนาและได้รับความร่วมมือจากชายไทยลื้อเป็นอย่างดี ต่อมาฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้ส่งกำลังเข้าตีกองพล ๙๓ จนต้องถอยร่นลงมาที่รัฐฉานจากนั้น กองพล ๙๓ ได้ตั้งกองบัญชาการขึ้นที่อำเภอท่าขี้เหล็กฝั่งตรงข้ามอำเภอแม่สายของไทย และได้เพียรขอความร่วมมือจากไต้หวันแต่ไต้หวันไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ จึงต้องหาเลี้ยงชีพด้วยตนเองและได้ติดต่อพักอาศัยอยู่ในพม่าชั่วคราว โดยตั้งกองบัญชาการกองพล ขึ้นที่วัดป่าซางสันทราย ท่าขี้เหล็ก
ครั้นครบกำหนด ๒ เดือน กองพล ๙๓ ไม่ยอมถอยออกไปจากเขตแดน พม่าจึงยื่นคำขาดพร้อมจัดกำลังเข้าตีและปิดล้อมกองพล ๙๓ ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากไทย และขอไม่ให้ไทยปิดพรมแดน ไทยไม่ตกลงด้วย กองผล ๙๓ จึงได้เล็ดลอดไปอยู่ที่เมืองสาด ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของท่าขี้เหล็กเป็นเวลา ๔ ปี (ปี ๒๔๙๓-๒๔๙๗) ในระยะนั้นได้เกิดสงครามเกาหลีขึ้น และสหรัฐฯต้องการตรึงกำลังคอมมิวนิสต์ทางตอนใต้ของจีนไม่ให้ส่งกำลังไปเพิ่มเติมในยุทธบริเวณเกาหลี จึงให้การสนับสนุนจีนคณะชาติในรัฐฉาน โดยร่วมมือกับรัฐบาลไต้หวัน ดังปรากฏว่า ได้มีการจัดกองบัญชาการร่วมและศูนย์ฝึกขึ้นที่เมืองสาด ต่อมาจีนได้ใช้กำลังกดดันด้านต่างประเทศรัฐบาลพม่าให้การปราบปรามแต่ทหารจีนคณะชาติ (ทจช.) สามารถสกัดกั้นกองทัพพม่าไว้ได้ ทั้งยังทำให้กองทัพพม่าสูญเสียอย่างมากด้วย
เมื่อใช้กำลังปราบไม่สำเร็จ รัฐบาลพม่าได้หันไปใช้วิธีทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยร้องเรียกต่อองค์การสหประชาชาติเมื่อ ๒๘ มีนาคม ๒๔๙๖ ให้ขนย้ายกำลัง ทจช. ออกไปจากรัฐฉานจากนั้นจึงเริ่มมีการอพยพ ทจช. กลับไต้หวัน ตั้งแต่ ๗ พฤศจิกายน ๒๔๙๖ แต่ผู้ที่กลับไปส่วนใหญ่เป็นเด็กและคนชรา สำหรับชายฉกรรจ์ยังคงอยู่ปฏิบัติงานที่รัฐฉาน ในช่วงนี้รัฐบาลไต้หวันประกาศไม่ยอมรับรู้เกี่ยวกับพฤติการณ์ของ ทจช. อีกต่อไป
ต่อมาในปี ๒๔๙๘ รัฐบาลไต้หวันได้ส่ง นายพล หลิว เหยียน หลิง มาคุมกำลังส่วนที่เหลือ โดยตั้งกองบัญชาการแห่งใหม่ขึ้นที่หมู่บ้านเชียงลับ ทางด้านตะวันออกของรัฐฉาน เขตติดต่อระหว่างพม่ากับลาว จัดกำลังออกเป็น ๕ กองทัพ กองทัพละ ๒,๐๐๐ – ๓,๐๐๐ คน ในปี ๒๕๐๐ พม่าได้ส่งกำลังเข้าปราบปราม ทจช. พลัดถิ่นอย่างต่อเนื่อง และได้ร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติเป็นครั้งที่ ๒ เมื่อ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๔ เพื่อให้อพยพ ทจช. ออกไปจากพม่าเป็นเหตุให้มีการอพยพ ทจช. พลัดถิ้นกลับไต้หวันเป็นรุ่นที่ ๒ กำลังส่วนที่ไม่ต้องการกลับไต้หวัน คือ กองทัพที่ ๓ นำโดยนายพลหลี เหวิน ฝาน และกองทัพที่ ๕ นำโดนนายพล ต้วน ซี หวิน ซึ่งได้ถอยร่นลงมาทางไต้และอพยพเข้าสู่ภาคเหนือของไทย หลังการอพยพครั้งนี้ ปรากฏว่ามี ทจช. ตกค้างอยู่ในประเทศไทย ประมาณ ๔,๐๐๐ คน และในประเทศลาว ประมาณ ๑,๗๐๐ คน มีทหารชั้นนายพล ๔ นาย ที่ไม่ประสงค์จะกลับไต้หวัน คือนายพลต้วน นายพลพลี นายพลฝู่จิงหยุยและนายพลหม่า จุง ตั๊วะ
เมื่อ ๑๗ พฤษภาคม ๒๔๐๕ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้อนุมัตินโยบายในการปฏิบัติต่อ ทจช. ที่อพยพเข้ามาในแผ่นดินไทยดังนี้
* ให้ติดต่อเจรจาขอให้อพยพออกไปจากดินแดนไทยโดยด่วน เพราะ ทจช. ที่อพยพเข้ามาอยู่ในดินแดนไทย จะก่อให้เกิดความยุ่งยากขึ้นในภายหลัง
* ถ้า ทจช. ไม่ยอมอพยพออกไปและไม่ยอมให้ปลดอาวุธให้จัดกำลังทหารบกหรือตำรวจคุมเชิงไว้ มิให้ก่อความยุ่งยากขึ้นในขั้นนี้ การใช้อาวุธให้กระทำได้เฉพาะเพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น
* และให้ย้ายกองทัพที่ ๓ เข้าไปอยู่ในบริเวณถ้ำง้อบ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ย้ายกองทัพที่ ๕ เข้าไปอยู่ที่ดอยแม่สลอง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
วันเวลาผ่านไปจนถึง ๒๗ มิถุนายน ๒๕๑๐ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้ ทจช. อยู่ในประเทศไทยต่อไปอย่างผู้อพยพธรรมดามิใช่แบบกองทหารมีอาวุธ และใน ๑๓ กันยายน ๒๕๑๐ กองบัญชาการทหารสูงสุดได้เจรจากับเอกอัครราชทูตจีนคณะชาติ ให้ถอน ทจช. กลับไปไต้หวันเพราะทำให้ประเทศไทยได้รับความเดือนร้อนแต่ไม่บังเกิดผล ดังนั้น ในปี ๒๕๑๒ สภาความมั่นคงแห่งชาติ จึงมีมติให้รัฐบาลหาวิธีควบคุม โดยแปรสภาพ ทจช. ส่วนที่เหลือเป็นพลเรือน
ในปีต่อมาเมื่อ ๒๔ พฤษภาคม กองบัญชาการทหารสูงสุดเสนอแนะให้อนุญาตให้ ทจช. และครอบครัวอยู่อาศัยในประเทศไทยต่อไปในฐานะผู้อพยพ ซึ่งสภาความมั่นคงแห่งชาติเห็นขอบในหลักการ จึงให้กองบัญชาการทหารสูงสุดร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณากำหนดมาตรการในทางปฏิบัติให้บังเกิดผลดีที่สุดมีการแบ่งคนบางส่วนไปตั้งหมู่บ้านผู้อพยพที่ดอยหลวงและดอยผาหม่น ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกับข้อเสนอดังกล่าว เมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๓ แต่จากการสำรวจในภายหลังพบว่า ทจช.อพยพ มิได้ตั้งถิ่นฐานอยู่เพียงที่บ้านถ้ำง้อบ และดอยแม่สลอง ตามที่กำหนดไว้เดิมเท่านั้น หากแต่ได้กระจายตัวอยู่ตามแนวชายแดนไทย ตั้งแต่จังหวัดแม่ฮ่องสอนถึงเชียงใหม่ อีกหลายพื้นที่ ดังนั้นใน ๕ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ พลเอกประภาส จารุเสถียร (ยศในขณะนั้น) ผู้อำนวยการรักษาความมั่งคงแห่งชาติ จึงสั่งการมให้กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า จัดตั้งหมู่บ้าน จัดระเบียบการปกครองและเริ่มพัฒนาอาชีพที่ผู้อพยพใน ๑๓ พื้นที่ ประกอบด้วย ในแม่ฮ่องสอน ๒ แห่ง เชียงใหม่ ๘ แห่ง และเชียงราย ๓ แห่ง
ต่อมาเมื่อ ๘ เมษายน ๒๕๑๗ คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ ที่อนุโลมให้บุตรอดีต ทจช. อพยพ เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนของรัฐบาลและเอกชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ควบคุมได้และใน ๑๗ ตุลาคม ๒๕๑๘ สภาความมั่งคงแห่งชาติมีมติให้ยึดถือนโยบายการแก้ปัญหาอดีต ทจช. อพยพ โดยให้กระทรวงมหาดไทยเข้าไปรับผิดชอบทีละขั้นตอน ทั้งนี้ ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ ๑ เมษายน ๒๕๑๙ นอกจากนั้นใน ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๒๑ คณะรัฐมนตรียังให้ความเห็นชอบตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอหลักเกณฑ์คุณสมบัติ และแนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับการแปลงสัญชาติให้อดีต ทจช.อพยพดัวย
การดำเนินการในเรื่องนี้ทางการได้จัดให้มีคณะทำงานพิจารณาอนุมัติเป็นรุ่นๆ เริ่มจากรุ่นที่ ๑ เมื่อ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๒๑ จำนวน ๑๗๘ ครอบครัว รวม ๑,๐๐๒ คน หลังจากได้รับอนุมัติแล้ว ยังต้องใช้เวลาอีกประมาณ ๒-๓ ปี เพื่อดำเนินกรรมวิธีในขั้นตอนต่อไป จนเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ รุ่นที่ ๒ ได้รับอนุมัติในปีเดียวกันเมื่อ ๑๕ กันยายน จำนวน ๒๘๒ ครอบครัว รวม ๘๗๙ คน รุ่นที่ ๓ ได้รับอนุมัติเมื่อ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ จำนวน ๓๓๓ ครอบครัว รวม ๑,๖๗๖ คน รุ่นที่ ๔ ได้รับอนุมัติเมื่อ ๗ พฤษภาคม ๒๕๒๔ จำนวน ๑,๖๒๒ คน รวมงานแปลงสัญชาติที่กองบัญชาการทหารสูงสุดรับผิดชอบดำเนินการ ๔ รุ่น จำนวน ๒,๙๐๕ คน ส่วนรุ่นที่ ๕ ได้รับการอนุมัติเมื่อ ปี ๒๕๒๖ จำนวน ๑,๕๔๒ ครอบครัว รวม ๘,๕๔๗ คน เป็นความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากอยู่ในช่วงที่มีการโอนงานให้กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบ
ส่วนด้านการพัฒนาหมู่บ้านอดีต ทจช.อพยพ ได้มอบโอนให้กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ ๓ รับผิดชอบดำเนินการตั้งแต่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ พร้อมกันนั้นก็ได้แปรสภาพศูนย์อาสาและพัฒนาป้องกันตนเอง ๒๕ (ศอพม.๒๕) เป็นสำนักงานประสานการพัฒนาความมั่งคง (สปพ.) ด้วย ต่อมาเมื่อ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๒๗ จึงได้มีพิธีมอบโอนงานพัฒนาหมู่บ้านอดีต ทจช. ให้กับ ฉก.๓๒๗ โดยพันเอก วิฑูร สุนทรจันทร์ (ยศขณะนั้น) เป็นผู้บังคับหน่วยคนแรก
ในปี ๒๕๒๗ นี้เอง ที่หมู่บ้านอดีตทหารจีนคณะชาติได้รับการพิจารณาให้จัดตั้งเป็นหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดน (ปชต.) จำนวน ๔ หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านเปียงหลวง กิ่งอำเภอเวียงแหง บ้านเมืองนะ และบ้านเมืองนะใต้ (บ.หนองอุก) อำเภอเชียงดาว บ้านหลวง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อหมู่บ้านเหล่านี้ถูกจัดให้เป็นหมู่บ้านป้องกันตนเองตามแนวชายแดน จึงจำเป็นที่จะต้องจัดระบบการรักษาความปลอดภัยด้วย ในการดำเนินการดังกล่าว ชุดปฏิบัติการพัฒนาของโครงการป้องกันตนเองตามชายแดน ได้พิจารณาคัดเลือกอดีต ทจช.อพยพ ที่อยู่ในหมู่บ้านเข้ารับการฝึกการอบรม โดยมีการฝึกขั้นต้นในปีแรกและในปีต่อๆไป ได้จัดให้มีการทบทวนอยู่เสมอเช่นเดียวกับทหารที่มีต้องมีการฝึกเป็นประจำทั้งนี้ ได้มีการจัดเตรียมพื้นที่ ด้วยการดัดแปลงภูมิประเทศภายในหมู่บ้านและรอบๆ หมู่บ้านให้พร้อมรับสถานการณ์ อาทิ มีการขุดหลุมบุคคลไว้ เมื่อศัตรูล่วงล้ำเข้ามา จะมีสัญญาณเตือนภัยให้รู้ตัวล่วงหน้า มีหอกระจายข่าวเพื่อแจ้งข่าวสารให้ประชาชนในหมู่บ้านได้รับทราบสถานการณ์และการดำเนินงานของรัฐบาล มีการสร้างป้อมยามขึ้นตามช่องทางที่คาดว่า ศัตรูจะบุกรุกเข้ามาสร้างความเสียหายให้แก่หมู่บ้านและมีการติดตั้งเครื่องมือข่าวสารเพื่อติดต่อแจ้งข่าวสารและขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ที่เกินขีดความสามารถของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านป้องกันตนเองตามชายแดน เป็นต้น
อดีต ทจช. อพยพได้รับการคัดเลือกหมู่บ้านละ ๔๐-๖๐ คนเพื่อทำการฝึกให้เป็นกำลังยับยั้งการรุกรานของศัตรูให้ได้ในระดับหนึ่งกำลังที่จัดตั้งขึ้นดังกล่าว เรียกว่า ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ในยามสงบ ชรบ. จะดำรงชีวิตตามปกติ คือ ทำมาหากินประกอบอาชีพเยี่ยงชาวบ้านทั่วไป ครั้นว่างเว้นจกการประกอบอาชีพก็จะทำการฝึกทบทวน และในยามวิกาลจะปฏิบัติหน้าที่เป็นเวรยาม
ประโยชน์อันสำคัญที่ประเทศชาติได้รับในด้านการเฝ้าตรวจและการป้องกันชายแดนจากหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดนนั้น มีค่าเกินวงงบประมาณที่รัฐลงทุนไป แต่น่าเสียดายที่ในจำนวน ๑๓ หมู่บ้านของ อดีต ทจช.อพยพ กลับมีหมู่บ้าน ปชด. เพียง ๔ หมู่บ้านเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีหมู่บ้านผู้อพยพที่ยังมิได้มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการอีกจำนวนหนึ่งด้วย สำหรับชุดปฏิบัติการ ฉก.๓๒๗ มีหน้าที่ในการฝึกผู้อพยพให้สามารถช่วยเหลือป้องกันหมู่บ้านตนเองได้ในระดับหนึ่งและให้พร้อมที่จะให้การสนับสนุนทางราชการได้เมื่อจำเป็น ทั้งยังมีการเตรียมความพร้อมที่จะเป็นหมู่บ้าน ปชด. ต่อไปด้วย
ฉก.๓๒๗ ได้เร่งรัดพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและจิตวิทยา ควบคู่ไปกับด้านการป้องกันชายแดนด้วย โดย
* จัดให้มีโรงเรียนใน ๑๓ หมู่บ้าน และยังได้รับความร่วมมือจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน เปิดหลักสูตรการศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จขึ้น เพื่อให้อดีต ทจช. อพยพ สามารถเรียนรู้ในการพูด อ่านและเขียนภาษาไทยได้
* ส่งเสริมให้รู้จักขนมธรรมเนียมประเพณีไทย โดยการให้เข้าร่วมกิจกรรมในวันสำคัญของทางราชการ ตลอดจนให้เข้าร่วมในการสร้างวัดและสำนักสงฆ์ เพื่อพัฒนาจิตใจและสร้างสำนึกในความเป็นไทยเกิดขึ้น อันจะนำมาซึ่งความจงรักภักดีต่อประเทศไทยและต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
* สร้างสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ เพื่อผู้อพยพจะได้รักถิ่นที่อยู่อาศัย
งานดูแลอดีต ทจช. อพยพ ของ ฉก.๓๒๗ เป็นงานที่มีความรับผิดชอบสูง และส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศโดยตรงผู้บังคับหน่วยงานที่เข้ามาบริหารงาน ต้องทุ่มเทให้กับภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างจริงจัง จึงจะประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย
ก่อนพันเอก แป้ง จะเข้ารับหน้าที่ผู้บังคับการ ฉก.๓๒๗ ได้มีการมอบโอนหมู่บ้านผู้อพยพ ๘ หมู่บ้าน ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ให้ฝ่ายมหาดไทยรับผิดชอบไปแล้ว เช่นเดียวกับในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดเชียงราย จึงคงเหลือหมู่บ้านผู้อพยพเพียง ๒ แห่ง คือ บ้านแม่แอบ อำเภอเชียงแสน และบ้านผาตั้ง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหมู่บ้านยุทธศาสตร์ที่ถูก ผกค. คุกคาม
นอกจากการปฏิบัติงานในพื้นที่แล้ว พันเอกแป้ง ยังได้เดินทางไปดูงานในหน่วยทหารที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหน่วยดีเด่น อาทิ กองพลทหารราบที่ ๙ กองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหารราบที่ ๗ และกองพันทหารราบที่ ๕ กรมทหารราบที่ ๗ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อนำแบบอย่างมาประยุกต์ใช้ในหน่วยงานและพื้นที่รับผิดชอบต่อไปมิใช่เพียงในประเทศเท่านั้น หากแต่ในต่างประเทศ พันเอกแป้งก็ได้เดินทางไปเยี่ยมชมกิจการที่ไต้หวันด้วย
จากภารกิจที่มีอยู่จะเห็นได้ว่า ฉก.๓๒๗ เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญมาหน่วยหนึ่ง เพราะต้องปฏิบัติงานเกี่ยวกับความมั่นคงด้านชายแดนและด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพย์ติดโดยตรง อีกทั้งต้องเผชิญหน้ากับบุคคลที่มีความแตกต่าง โดยต้องอยู่ที่โดดเดี่ยวในพื้นที่ห่างไกล ในพื้นที่ที่มีความยากลำบากและอันตราย เป็นระยะเวลายาวนาน ทุกคนจึงต้องตั้งใจปฏิบัติภาระหน้าที่อย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อรับผิดชอบเปลี่ยนสภาพของคนต่างชาติให้เป็นคนไทย เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนไทย เจ้าของแผ่นดินได้อย่างมีความสุขตามสมควร
“ภารกิจและหน้าที่ของผม ที่ บก.๓๒๗ เริ่มต้นด้วยการปรับปรุงและพัฒนาหน่วยสร้างที่ทำงานเพิ่มเติม สร้างห้องประชุม ตลอดจนปลูกต้นไม้ในที่ว่างเปล่าของหน่วย พัฒนาสวนลิ้นจี่ที่บ้านสันมะกอกหวาน เพื่อหารายได้มาพัฒนาหน่วยและเพื่อเป็นสวัสดิการกำลังพล นอกจากนั้นยังได้พัฒนาระบบการติดต่อสื่อสารให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่ด้วยการใช้เพียงวิทยุมือถือและได้นำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในงาน ด้านการบรรยายสรุปและด้านธุรการด้วย….”

