ประเทศไทย เป็นประเทศหนึ่งในเอเชียที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศพม่า ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงต้องการดำรงรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไว้ และไม่ประสงค์ที่จะให้กองกำลังชนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลอันชอบธรรมของพม่าเข้ามาตั้งฐานกำลังอยู่ในประเทศไทย หรือตามแนวพรมแดนระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังว้า กองกำลังเอสยูเอ. หรือชนกลุ่มน้อยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งและเมื่อใดก็ตามที่มีกองกำลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มใดรุกล้ำเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในเขตประเทศไทย ทางการจะดำเนินการให้กองกำลังเหล่านั้นถอนตัวออกจากพื้นที่ทันทีพร้อมกันนั้นก็จะทำการป้องกันไม่ให้กองกำลังชนกลุ่มน้อยดังกล่าวกลับเข้ามาใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศในเขตประเทศไทยได้อีกต่อไป
ในปี ๒๕๓๐ มีการสืบทราบโดยแน่ชัดว่า มีกองกำลังชนกลุ่มน้อย กลุ่มว้าผสมและกลุ่มเอสยูเอ.เข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า และมีบางส่วนรุกล้ำอธิปไตยเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในเขตไทย ทั้งยังได้ใช้เส้นทางการเคลื่อนย้ายกำลังในเขตไทยลอบเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการซึ่งกันและกัน ทำให้ราษฎรไทยตามแนวชายแดนได้รับความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอยู่เป็นประจำ นอกจากนั้นได้มีการใช้เสร้นทางในเขตไทยทำการลักลอบค้ายาเสพย์ติดและอาวุธสงครามด้วย ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเสียหายในสายตาของชาวโลกและก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับพม่า กองทัพภาคที่ ๓ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๓ จึงได้พิจารณาหาหนทางในอันที่จะผลักดันกองกำลังชนกลุ่มน้อยทั้งสองกลุ่มให้ออกพ้นไปจากเขตแดนไทยโดยเร็วที่สุด
โดยกำหนดการดำเนินการเป็นขั้นตอน (ฉก.๓๒๗,ม.ป.ป.(ก): ๒๐-๒๕) ดังนี้
ขั้นที่ ๑ ระหว่าง ๕-๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ ฉก.๓๒๗ และหน่วยที่ขึ้นควบคุมทางยุทธการ ทำการลาดตระเวนพิสูจน์ทราบฐานปฏิบัติการของกองกำลังชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนด้านบ้านปะหล่อง- นอแล ด้านดอยผาหลวง-ดอยผ้าห่มปก-บ้านนามาอึ้น-บ้านมูเซอร์จะนะ ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของกองกำลังกลุ่มว้าผสมและด้านดอยกิ่วฮุง-ดอยรังและดอยล้าน ของกองกำลังกลุ่ม เอสยูเอ. ผลการปฏิบัติได้พิสูจน์ทราบฐานปฏิบัติการของกองกำลังกลุ่มว้าผสม จำนวน ๒๒ ฐานและฐานปฏิบัติการของกองกำลังกลุ่ม เอสยูเอ. จำนวน ๕ ฐาน ในการดำเนินการได้ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยในขั้นแรกได้การเจรจากับหัวหน้ากองกำลังทั้งสองกลุ่มให้เคลื่อนย้ายกำลังออกนอกเขตแดนไทยโดยเร็วที่สุด
ต่อมา จากการตรวจการณ์ทางอากาศพิสูจน์ทราบได้ว่ากองกำลังกลุ่มว้าผสม ได้ถอนกำลังออกไปเป็นส่วนใหญ่แต่กองกำลังกลุ่ม เอสยูเอ. ไม่ยอกถอนกำลังออกไป ฉก.๓๒๗ จึงได้เสนอแผนการผลักดันกองกำลังดังกล่าวเพื่อดำเนินการในขั้นต่อไป
ขั้นที่ ๒ เมื่อ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ แม่ทัพภาคที่ ๓ สั่งการให้ ๒ กองร้อยทหารพราน (จู่โจม) จากกรมทหารพรานที่ ๓๗ (จู่โจม) ขึ้นควบคุมทางยุทธการกับ ฉก.๓๒๗ ซึ่งวางกำลังกดดันต่อกองกำลังชนกลุ่มน้อยทั้ง ๒ กลุ่ม เพื่อแสดงกำลังทางทหารกดดันให้กองกำลังชนกลุ่มน้อยถอนกำลังออกนอกเขตแดนไทย โดยให้ ๑ กองร้อยทหารพราย วางกำลังที่บ้านหลวงและบ้านของด้ง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อกดดันต่อกองกำลังกลุ่มว้าผสมและอีก ๑ กองร้อยทหารพราน วางกำลังที่เนินสูงด้านหลังที่ว่าการอำเภอแม่อาย เพื่อกดดันต่อกองกำลังกลุ่มเอสยูเอ.
ในการปฏิบัติขั้นที่ ๒ นี้ กองกำลังกลุ่มว้าผสม ได้ถอนกำลังออกไปอยู่นอกเขตแดนไทยเกือบทั้งหมด คงเหลือแต่กองกำลังกลุ่ม เอสยูเอ. ซึ่งยังคงวางกำลังอยู่ที่เดิมและได้เพิ่มกำลังพร้อมกับเสริมความมั่งคงแข็งแรงในฐานปฏิบัติการมากยิ่งขึ้น
ขั้นที่ ๓ เมื่อ ๕ มีนาคม – ๓ เมษายน ๒๕๓๐ ฉก.๓๒๗ ได้แปรสภาพเป็นกองกำลังเฉพาะกิจกองทัพภาคที่ ๓ ตามคำสั่งยุทธการที่ ๓/๓๐ ลง ๘ มีนาคม ๒๕๓๐ ทำหน้าที่อำนวยการควบคุม กำกับดูแลและประสานการปฏิบัติ ตลอดจนให้การสนับสนุนกำลังทหาร ทหารพรานและตำรวจตระเวนชายแดน ที่ได้รับมอบหมายในการใช้กำลังกองพันผสมเตรียมพร้อมของกองทัพภาคที่ ๓ เข้าทำการผลักดัน ด้วยอาวุธต่อกองกำลัง เอสยูเอ. และกองกำลังกลุ่มว้าผสม ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ให้ออกไปนอกเขตแดนไทยโดยเร็วที่สุดผลการปฏิบัติปรากฏว่า สามารถผลักดันให้กองกำลังดังกล่าวออกนอกประเทศได้เป็นผลสำเร็จ โดยไม่มีการปะทะหรือสูญเสียแต่ประการใด
ขั้นที่ ๔ วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๓๐ ได้มอบพื้นที่บนดอยลาง บริเวณที่กองกำลังชนกลุ่มน้อยเคยตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ให้กับชุดควบคุมทหารพราน กองทัพภาคที่ ๓ เพื่อยึดรักษาภูมิประเทศไว้ต่อไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
ต่อมา ฉก.๓๒๗ ได้ปฏิบัติการผลักดันกองกำลังกลุ่มว้าผสมซึ่งอยู่ภายใต้การนำของอ้ายเสี่ยวสือ ที่บ้านปะหล่อง-นอแล ตำบลม่อนปิน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๓๐ เนื่องจากกองกำลังกลุ่มนี้ ยังคงตั้งกองบัญชาการและฐานปฏิบัติการอยู่ที่ชายแดนไทย-พม่า โดยใช้การแสดงกำลังทางทหารเพื่อให้กองกำลังกลุ่มว้าผสมเคลื่อนย้ายกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์รื้อถอนค่ายฝึกและกองบัญชาการกองกำลังออกไปจากเขตแดนไทย ปรากฏว่าทุกอย่างดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีการตอบโต้จากชนกลุ่มน้อย จึงไม่ได้รับความสูญเสียแต่ประการใด การปฏิบัติการได้เสร็จสิ้น เมื่อ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๐
หลังปฏิบัติการผลักดันกองกำลังกลุ่มว้าผสม ณ บริเวณอำเภอหม่อนปิน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ให้ถอนกำลังพ้นเขตแดนไทยไปได้ไม่นาน ปรากฏว่ากองกำลังกลุ่ม เอสยูเอ. ได้ว่าจ้างบริษัทสร้างทางเข้ามาดำเนินการปรับปรุงและสร้างทางสายบ้านฝั่งของตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เข้าไปในขำพม่า บริเวณช่องหนองเต่าและเลยไปจนถึงบ้านหัวเมืองใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายฝึกสำคัญของกองกำลังกลุ่มเอสยูเอ. ในเขตพม่าทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายกำลัง ยุทโธปกรณ์และการส่งกำลังบำรุงทั้งมวล รวมไปถึงการลำเลียงยาเสพย์ติดออกสู่ตลาดโลกด้วย ฉก.๓๒๗ จึงรายงานต่อกองทัพภาคที่ ๓ และกองทัพภาคที่ ๒ ได้สั่งการให้เข้าดำเนินการสกัดกั้นการเคลื่อนไหวดังกล่าวทันที เพื่อป้องกันเกียรติภูมิของประเทศไทย มิให้ชาวโลกมองว่าไทยมีส่วนสนับสนุนขุนส่า การปฏิบัติการได้เริ่มเมื่อ ๘ ธันวาคม ๒๕๓๐ ด้วยการตั้งจุดตรวจและแสดงกำลังทางทหารในพื้นที่ปฏิบัติการ จนสามารถสกัดกั้นการส่งกำลังบำรุงและการเคลื่อนไหวทังปวงของกองกำลังกลุ่มเอสยูเอ. ได้โดยไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบหรือได้รับการสูญเสียแต่ประการใด การปฏิบัติการเสร็จสิ้นเมื่อ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๐
ในปีต่อมา เมื่อ ๒๕ พฤศจิกายน ฉก.๓๒๗ ได้ตรวจพบการล้ำแดนของกองกำลังกลุ่มว้าผสม ณ บริเวณพื้นที่ดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อีกครั้ง เนื่องจากเมื่อปลายเดือนมีนาคม ๒๕๓๐ ทหารพม่าได้ทำการกวาดล้างกองกำลังชนกลุ่มน้อย กลุ่มว้าผสม บริเวณตรงข้ามอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้กองกำลังกลุ่มว้าผสม ต้องถอยร่นกลับเข้ามาตั้งฐานตามแนวชายแดนไทย-พม่า บริเวณบ้านปะหล่อง-นอแล อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่อีกครั้ง โดยบางฐานของกองกำลังกลุ่มว้าผสมได้ตั้งล้ำเข้ามาในเขตไทย
ฉก.๓๒๗ ได้เข้าทำการผลักดันตามนโยบายที่กำหนดจากกองทัพภาคที่ ๓ โดยใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก เริ่มจากการจัดชุดปฏิบัติการ ฉก.๓๒๗ เข้าติดต่อกับหัวหน้ากองกำลังกลุ่มว้าผสมขอร้องให้ออกไปตั้งฐานปฏิบัติการนอกเขตไทย แต่ปรากฏว่านอกจากจะไม่ได้รับความร่วมมือแล้ว ชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้ยังได้ขยายอิทธิพลข่มขู่ราษฎรในพื้นที่ตามแนวชายแดน เพื่อบังคับให้ราษฎรสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุง ตลอดจนได้อาศัยเส้นทางตามแนวชายแดนเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพย์ติดเข้าสู่ประเทศไทยด้วย
ดังนั้น ใน ๗ มกราคม ๒๕๓๒ กองทัพภาคที่ ๓ โดย ฉก.๓๒๗ จึงได้จัดตั้งที่บังคับเฉพาะกิจกองทัพภาคที่ ๓ ขึ้นกำหนดภารกิจในการผลักดันกองกำลังกลุ่มว้าผสมให้ออกพ้นเขตไทย พร้อมกันนั้นได้วางกำลังเพื่อพัฒนาความมั่นคงและเพื่อป้องกันและปราบปรามการผลิตการค้ายาเสพย์ติดตามแนวชายแดนบริเวณดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ด้วย โดยเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๒ ทั้งนี้ ได้แบ่งการปฏิบัติเป็น ๓ ขั้นตอน ดังนี้
* เคลื่อนย้ายกำลังเข้าควบคุมพื้นที่ เพื่อกดดันกองกำลังกลุ่มว้าผสม ตลอดแนวชายแดนไทย ตั้งแต่บ้านอรุโณทัย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จนถึงบ้านปะหล่อง-นอแล อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
* ขั้นการผลักดัน ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยขั้นต้นทำการติดต่อพบปะตัวแทนกลุ่มว้าผสม ขอให้ถอนกำลังออกพ้นเขตไทย จากนั้นจึงทำการควบคุม ปลดอาวุธ และผลักดันออกนอกเขตไทย
* ขั้นการถอนกำลังทหารหลักนอกพื้นที่แล้วใช้กำลังกึ่งทหาร (ทหารพราน) เข้ายืดพื้นที่แทน เพื่อควบคุมพื้นที่และป้องกันกองกำลังชนกลุ่มน้อยกลับเข้ามามีอิทธิพลในพื้นที่เดิมอีก
การปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าว ดำเนินไปถึง ๓๐ มกราคม ปีเดียวกัน ปรากฏว่า สามารถผลักดันกองกำลังกลุ่มว้าผสมออกพ้นเขตแดนไทยได้เป็นผลสำเร็จ โดยไม่มีการสู้รบหรือปะทะกันด้วยอาวุธแต่อย่างใด จึงช่วยลดอิทธิพลกองกำลังกลุ่มว้าผสมในบริเวณพื้นที่ดอยอ่างขางและบริเวณใกล้เคียงลงได้เกือบหมดสิ้นอย่างไรก็ตาม คาดว่ายังคงมีกำลังอีกส่วนหนึ่งฝังตัวอยู่ในพื้นที่และสลายตัวเป็นราษฎรอาศัยอยู่ตามหมู่บ้านชายแดน รอโอกาสที่จะกลับเข้ามามีอิทธิพลในพื้นที่อีกครั้ง (กองทัพภาคที่ ๓ : ม.ป.ป.๑๔ ) เนื่องจากยังปรากฏว่ามีอาวุธและกระสุนจำนวนหนึ่งซุกซ่อนไว้พร้อมด้วยยาเสพย์ติดที่ไม่สามารถนำออกไปได้อีกเป็นจำนวนมากดังนั้น แม้กองกำลังกลุ่มว้าผสมจะถอนตัวออกไปจากพื้นที่แล้ว ก็ยังคงมีการวางกำลังทหารพรานไว้เฝ้าตรวจและสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพย์ติดจากเขตพม่าเข้ามายังไทยอยู่ต่อไป โดยให้เพิ่มความเข้มงวดต่อยานพาหนะที่ผ่านเข้าออกอย่างจริงจัง
โครงการหมู่บ้านป้องกันตนเองจากชายแดน นับเป็นโครงการหนึ่งที่ทางการนำมาแก้ปัญหาด้านความมั่นคงบริเวณพรมแดนอย่างได้ผล กองทัพภาคที่ ๓ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๓ จึงมอบงานโครงการหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดนให้ ฉก.๓๒๗ รับผิดชอบจำนวน ๔ หมู่บ้าน ได้แก่
* บ้านเปียงหลวง กิ่งอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่
* บ้านเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
* บ้านเมืองนะใต้ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
* บ้านหลวง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
และเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมาย ฉก.๓๒๗ ได้จัดหน่วยเฉพาะกิจ หมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดน ๓๒๗ (ฉก.ปชด.๓๒๗) ขึ้นรับผิดชอบ โดยควบคุม ๒ ชุดปฏิบัติการพัฒนาซึ่งแต่ละชุดปฏิบัติการพัฒนามีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการในด้านต่างๆ ดังนี้
* การดำเนินการระบบประชากร ได้แก่ การสำรวจประชากร แบ่งการปกครองในแต่ละหมู่บ้าน จัดตั้งคณะกรรมการบ้าน เพื่อรับผิดชอบในการดำเนินการต่างๆ ของหมู่บ้าน โดยมีเจ้าหน้าที่ของชุดปฏิบัติการพัฒนาเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการประสานงานกับส่วนราชการอื่นๆ นอกจากนั้น ยังคอยชี้แจงชาวบ้านให้ทราบถึงกฎระเบียบ การปฏิบัติของทางราชการ รวมทั้งสอดแทรกความรู้ทางด้านการปกครองในระบบประชาธิปไตยไว้ด้วย
* การดำเนินการในระบบการรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ได้แก่ การฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับด้านการรักษาความปลอดภัย การจัดสร้างป้อมยามและหอกระจายข่าวรวมไปถึงการชี้แจงเกี่ยวกับข่าวสาร และสถานการณ์ที่เป็นไปรอบๆ หมู่บ้าน
* การดำเนินการในระบบการพัฒนา ได้แก่ การพัฒนาด้านจิตใจ และการพัฒนาทางด้านวัตถุ
การพัฒนาด้านจิตใจ จัดให้มีกิจกรรมซึ่งแสดงออกถึงความร่วมมือ เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยกระทำกันในวันสำคัญทางศาสนาและวันสำคัญของทางราชการ เป็นต้น
การพัฒนาทางด้านวัตถุ มุ่งพัฒนาเกี่ยวกับความจำเป็นพื้นฐาน เพื่อการประกอบอาชีพของราษฎร อาทิการสร้างระบบประปาภูเขา การสร้างฝายกั้นน้ำ การปรับปรุงเส้นทางภายในหมู่บ้าน การจัดตั้งธนาคารยาและโครงสร้างการปั้นตุ่มน้ำ เป็นต้น นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพัฒนา ยังทำหน้าที่เป็นผู้ประสานกับทางอำเภอที่หมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดนตั้งอยู่ในการจัดทำข้อมูล จปฐ. ๘ และ กชช.๑ เพื่อใช้เป็นข้อมูลที่จะให้ทางราชการจัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือต่อไปด้วย
กิจกรรมสำคัญในช่วงเวลา ๒ ปี ๖ เดือน ที่พันเอก แป้ง ปฏิบัติขณะดำรงตำแหน่ง ผบ.ฉก.๓๒๗ นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วก็คือ การตัดทำลายไร่ฝิ่นในพื้นที่รับผิดชอบ โดยทำในลักษณะครบวงจร ได้แก่ มีการสืบสภาพข้อเท็จจริงของราษฎรที่ปลูกฝิ่นการสร้างความสมพันธ์กับเยาวชนในพื้นที่ การเผาทำลายเมล็ดพันธุ์และเครื่องกรีดฝิ่น การฝึกอบรมเยาวชนในการลาดตระเวนและการเดินป่าสืบสภาพพื้นที่ปลูกฝิ่น และการนำเยาวชนออกตัดทำลายไร่ฝิ่นร่วมกับกำลังพลในการดำเนินงานแบบครบวงจรดังกล่าว จึงช่วยให้พันเอกแป้ง ประสบความสำเร็จในงานที่รับผิดชอบแม้ว่าภารกิจของฉก.๓๒๗ จะเป็นภารกิจที่กว้างขวาง ครอบคลุม งานทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และการเมืองภายในหมู่บ้าน ซึ่งทุกอย่างมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติในอนาคต
“…เมื่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีมีพระราชดำริให้จัดทำโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้น โดยให้กองทัพบกเป็นผู้รับผิดชอบหลักร่วมกับหน่วยพลเรือนอื่นๆ ภายใต้การกำกับดูแลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ผมได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเชียงราย ซึ่งได้ครองยศ พลตรีและได้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาดอยตุงควบคู่ไปอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย…”

