หลังสงครามมหาเอเชียบูรพาสิ้นสุดลงในปี  ๒๔๘๘ สถานการณ์ทางด้านอินโดจีน ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทยได้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับโดยเฉพาะเหตุการณ์ในประเทศลาว เนื่องจากพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ และพระราชวงศ์ลาวส่วนใหญ่ได้ร่วมมือกับฝรั่งเศส ประกาศยกเมืองหลวงพระบางให้เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสต่อไป  เจ้าฟ้าเพชรราช มหาอุปราช แห่งราชอาณาจักรลาว ยอมรับไม่ได้ จึงจัดตั้งรัฐบาลอิสระขึ้น โดยรวมภาคเหนือและภาคใต้เข้าเป็นราชอาณาจักรเดียวกัน ประกาศไม่ขึ้นตรงกับฝรั่งเศสอีกต่อไป (นักศึกษา วทบ.ชุดที่  ๖  คณะที่ ๑, ๒๕๘๐ : ๓๑) พร้อมกันนั้นก็สถาปนาตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี มีเจ้าสุภานุวงศ์  ท้าวภูมีหน่อสวัน  และข้าราชการคนอื่น ๆ ร่วมในคณะรัฐบาลเป็นจำนวนมาก

ฝรั่งเศสไม่ยอมรับการประกาศตนเป็นอิสระของเจ้าฟ้าเพชรราช และได้ส่งกำลังเข้ายึดนครเวียงจันทน์ กับเมืองหลวงพระบางไว้ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยใต้ดินของเจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาศักดิ์ จากนั้นได้ถวายพระราชอำนาจคืนให้พระเจ้าศรีสว่างวงศ์ เมื่อวันที่  ๒๓  เมษายน  ๒๔๘๙  พร้อมกับเจรจาขอปลดเจ้าฟ้าเพชรราชออกจากทุกตำแหน่ง ส่งผลให้เจ้าฟ้าเพชรราชกลายเป็นผู้นำรัฐบาลพลัดถิ่น ต้องลี้ภัยการเมืองเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยมีพระยาคำท้าวเป็นนายกรัฐมนตรี เจ้าสุภานุวงศ์เป็นผู้บัญชาหารทหารร่วมด้วยเจ้าสุวรรณภูมา  และเจ้าสมสนิท ส่วนการเมืองในประเทศลาวนั้น หลังจากพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ได้พระราชอำนาจคืนไม่นาน ฝรั่งเศสก็ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ มี เจ้าบุญอุ้ม  ณ  จำปาศักดิ์  เป็นนายกรัฐมาตรี (วิชัย พิไลพงศ์, ๒๕๑๓ : ๓๙) แต่ยังคงสถานะราชอาณาจักรลาวให้เป็นประเทศในเครือจักรภพฝรั่งเศสต่อไป

เมื่อเหตุการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจฝรั่งเศส โดยเฉพาะ เจ้าสุภานุวงศ์ พระองค์จึงร่วมกับพวกลาวอิสระ และชาวเขาเผ่าต่าง ๆ  ในแขวงพงสาลีและซำเหนือ จัดตั้งขบวนประเทศลาวขึ้น โดยติดต่อพวกเวียดมินห์ ให้เข้าร่วมการต่อสู้ด้วย

ขณะที่ลาวกำลังดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลอยู่นั้น การต่อต้านฝรั่งเศสในประเทศเวียดนามก็รุนแรงขึ้นเช่นกัน โดยคอมมิวนิสต์จากนอกประเทศให้การสนับสนุนด้วยการส่งความช่วยเหลือไปให้คณะเวียดมินห์ หรือ “สันนิบาตกู้ชาติแห่งเวียดนาม” ที่มี โฮจิมินห์ เป็นหัวหน้า การดำเนินงานของ โฮจิมินห์และคณะมีเป้าหมายมั่นคงแน่นอนในอันที่จะขับไล่ฝรั่งเศสออกจากอินโดจีน แล้วสถาปนาประเทศเวียดนามให้เป็นอิสระ (สนั่น  ยุทธสารประสิทธิ์,๒๕๑๒ : ๔๕) โดยการรวมเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้เข้าด้วยกันตามเดิม

ทางกัมพูชา นอกจากจะมีท่าที อ่อนน้อมต่อจีนคอมมิวนิสต์ มากขึ้นแล้ว ยังแสดงตนเป็นปฏิปักษ์กับไทย และ สหรัฐอเมริกาอย่างเปิดเผย ขณะเดียวกันก็ได้หันไปให้การสนับสนุนการส่งกำลังของเวียดนามเหนือตามเส้นทางโฮจิมินห์ ซึ่งส่งผ่านลาวไปเข้าในกัมพูชา  แล้วส่งต่อไปยังเวียดนามใต้ รวมไปถึงการยอมให้พวกเวียดกงใช้พื้นที่ในกัมพูชา เป็นฐานปฏิบัติการก่อกวนเวียดนามใต้ การที่กัมพูชาปฏิบัติเช่นนี้ อาจเนื่องมาจากเกรงว่าตนเองจะได้รับภัยจากจีนคอมมิวนิสต์และเวียดนามเหนือซึ่งมีแนวโน้มว่าจะได้รับชัยชนะจากการสู้รบในลาวและเวียดนามใต้อีกประการหนึ่ง อาจเนื่องมาจากเกิดความเข้าใจผิดว่าไทยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของกัมพูชา โดยให้การสนับสนุน นายซัน  ง็อก  ทันห์ กับนายซัม  ซารี  ทำการล้มล้างรัฐบาลสีหนุ  ตลอดจนมีส่วนในการจัดตั้งและการปฏิบัติงานของกองทัพเขมรเสรี ที่มีแผนประทุษร้ายต่อราชบัลลังก์กัมพูชาก็เป็นได้ (อำนาจ  ธำรงยุทธ, ๒๕๐๙ : ๕๕)

[pic]

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับประเทศอินโดจีน ส่งผลให้ประเทศเพื่อบ้านหวาดระแวงไทยด้วย ครั้นไทยต้องยอมประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เพื่อแลกกับการได้รับการยอมรับให้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ก็กลับเป็นประโยชน์แก่ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่สามารถขยายการดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว จนจัดประชุมสมัชชาผู้แทนพรรค  ครั้งที่  ๒ ได้ เมื่อวันที่  ๑  ธันวาคม  ๒๔๙๔ (ประยุทธ  จารุมณี, ๒๕๓๘ : ๖๐) และในการประชุมครั้งนี้เอง ที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้ประประกาศอย่างเป็นทางการถึงการเปลี่ยนแนวทางในการปฏิวัติจากสันติวิธี ไปสู่การต่อสู้ด้วยอาวุธ หลังจากนั้นได้มีการก่อความไม่สงบขึ้นในหลายพื้นที่ (วันกองทัพบก, ๒๔๙๖ : ไม่ปรากฏเลขหน้า) อันเป็นการบ่อนทำลายขวัญและกำลังใจของประชาชนและบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจของประเทศ ในที่สุด รัฐบาลต้องประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์อีกครั้ง เมื่อวันที่  ๑๐  พฤศจิกายน  ๒๔๙๕  โดยได้กำหนดนโยบายในการต่อสู้  ๒  วิธี  ได้แก่

- ทำการต่อต้านและปราบปรามคอมมิวนิสต์โดยลำพังด้วยการเตรียมจัดกำลังและทำการฝึกทหารเป็นหน่วยอิสระ เข้าทำการรบแบบกองโจร และจัดกำลังเป็นหน่วยผสมขนาดใหญ่ ฝึกทหารทำการรบเป็นปึกแผ่นตามความจำเป็น ขณะเดียวกันให้สามารถแยกทำการเป็นหน่วยอิสระได้

- ทำการรบร่วมกับองค์การสหประชาชาติ โดยจัดเตรียมกำลังเป็นหน่วยผสมขนาดใหญ่และฝึกทหารทำการรบเป็นปึกแผ่นตามความจำเป็นและโอกาส

ดังนั้น เพื่อให้กองทัพมีความพร้อมต่อการเผชิญกับภัยคุกคาม จากการแผ่ขยายอำนาจของระบอบคอมมิวนิสต์ กองทัพบกจึงปรับการจัดหน่วยใหม่ (คำสั่งกระทรวงกลาโหม พิเศษที่ ๗๒/๒๒๔๘๓ ลง ๒  พฤศจิกายน  ๒๔๙๔  เรื่องแก้อัตรากองทัพบก  ๙๑  ครั้งที่  ๔๑) รวมทั้งได้แปรสภาพทหารพลรบบางเหล่าเป็นกองพลน้อย เช่น กองพลน้อยทหารม้า และกองพลน้อยทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน เป็นต้น นอกจากนั้น ยังได้จัดกำลังเหล่าทหารราบเป็นกรมผสม และขยายอัตรากำลังรบ โดยการจัดตั้งกองพันทหารราบ และกองพันทหารม้าขึ้นอีกหลายกองพัน (กระทรวงกลาโหม, ๒๔๙๖ : ๒๓๖ – ๒๓๘) ประกอบกับประเทศไทยได้รับการสนับสนุนยุทโธปกรณ์จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอาวุธที่ทันสมัยเข้ามาประจำการในกองทัพไทยแทนอาวุธที่ใช้อยู่เดิมด้วย

มิใช่เพียงการปรับปรุงในด้านกำลังรบเท่านั้น หากแต่ทางด้านหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนทหาร ก็ได้รับการแก้ไขให้เหมาะสมและสอดคล้องกับยุทโธปกรณ์ที่จัดเข้าประจำการใหม่โดยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ได้เริ่มจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนนายร้อยสหรัฐฯ ณ เวสท์ปอยท์ (West-Point) ตั้งแต่ปี  ๒๔๙๑  เป็นต้นมา

กองทัพบกได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าทันสมัยขึ้นเป็นลำดับโดยเฉพาะในช่วงที่ จอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกสืบต่อจาก จอมพล ผิน ชุณหะวัณ เมื่อปี ๒๔๙๗ ซึ่งในปีนี้นับเป็นปีแรกที่นักเรียนนายร้อยหลักสูตรใหม่สำเร็จการศึกษาออกรับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตร (วิวัฒนาการของกองทัพบก,๒๔๙๗ : ๓๓๕)

ในห้วงเวลาเดียวกัน เด็กหนุ่มจากสกุล “มาลากุล” ที่มีชื่อเรียกง่าย ๆ เพียงพยางค์เดียวว่า “แป้ง” ก็มีอายุย่างเข้าวัยหนุ่มคือ  ๑๕  ปี  และกำลังเตรียมตัวที่จะเข้ารับการศึกษาต่อในโรงเรียนเตรียมนายร้อย หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนวชิราวุธ ด้วยใจที่รักทหาร เพราะชื่นชอบในเครื่องแบบที่แลดูงามสง่าและชื่นชมในความเสียสละของทหาร ประกอบกับมีความมั่นใจในผลการเรียนที่อยู่ในเกณฑ์ดี ว่าคงพอที่จะสอบเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเตรียมนายร้อยได้

[pic]

สถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้านของไทยในเวลานั้นคุกรุ่นไปด้วยไฟสงคราม จึงจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเตรียมการป้องกันประเทศไว้ให้พร้อมสรรพ โดยเฉพาะเมื่อ เบียนเดียนฟู ในเวียดนามแตก และฝรั่งเศสตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แก่กองกำลังโฮจิมินห์ ในลาวเอง ขบวนการประเทศลาว และกองทหารเวียดมินห์ ก็สามารถบุกเข้ายึดเมืองหลวงพระบาง  เวียงจันทน์  สวันนะเขต  สาละวิน  และปากเซ  ไว้ได้ทั้งหมด

การเติบโตของคอมมิวนิสต์ในกลุ่มประเทศอินโดจีน ได้ส่งผลกระทบต่อไทยชัดเจนขึ้นทุกขณะ  โดยเฉพาะในลาว ซึ่งแตกแยกออกเป็น  ๓  กลุ่ม ได้แก่  กลุ่มเจ้าสุวรรณภูมา ที่เป็นกลาง  กลุ่มท้าวคำผุย  ชนะนิกร ที่เป็นฝ่ายขวา  และกลุ่มฝ่ายซ้ายของ เจ้าสุภานุวงศ์ ไทยจึงต้องป้องกันพื้นที่บริเวณชายแดนด้านลาวอย่างเข้มแข็ง

สหรัฐอเมริกา ได้เข้ามามีบทบาทยุติการสู้รบในลาว ด้วยการให้ทั้งสามฝ่าย ร่วมลงนามในสนธิสัญญาเจนีวา และให้มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นโดย เจ้าสุวรรณภูมา  เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ความยุ่งยากในลาวหาได้ยุติลงแต่เพียงเท่านั้นไม่ เนื่องจากขบวนการประเทศลาวที่เปลี่ยนเป็นแนวลาวรักชาติเพื่อให้ถูกกฎหมายพยายามแทรกซึมทางการเมือง แต่ถูกนักการเมือง และการทหารฝ่ายขวาใช้กำลังกดดันให้ รัฐบาลเจ้าสุวรรณภูมา ลาออก แล้วตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่แทน เมื่อการเลือกตั้งในปี  ๒๕๐๑  ผ่านไปปรากฏว่าฝ่ายขวาได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด  เจ้าสมสนิท ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อมา ยังไม่ทันที่เจ้าสมสนิท จะได้บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแผนงานและโครงการที่วางไว้ ร้อยเอก กองแล วีระสาน ก็ทำรัฐประหาร เมื่อเดือนสิงหาคม  ๒๕๐๓  เจ้าสุวรรณภูมา ได้กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง แต่ก็อยู่ได้ไม่นานเช่นกัน เพราะ นายพลภูมี  หน่อสวัน และเจ้าบุญอุ้ม ได้นำกำลังเข้ายึดนครเวียงจันทน์ไว้ เป็นเหตุให้เจ้าสุวรรณภูมาต้องหลบหนีไปอยู่ในกัมพูชา ส่วนนายพลกองแล  ถูกขับไล่ จนต้องถอยร่นขึ้นไปทางเหนือ และได้เข้าร่วมกับขบวนการประเทศลาวเพื่อทำการต่อสู้กับรัฐบาลเจ้าบุญอุ้มต่อไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนั้น กลายเป็นสงครามกลางเมือง ระหว่าง รัฐบาลเจ้าสุวรรณภูมาที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ให้การสนับสนุน กับ รัฐบาลเจ้าบุญอุ้ม ที่ประเทศฝ่ายโลกเสรีให้การรับรอง ในที่สุด ต้องจัดให้มี การประชุมขึ้นที่กรุงเจนีวา เมื่อเดือนพฤษภาคม  ๒๕๐๔  ประกอบด้วย  ๑๔  ประเทศภาคี ประเทศไทยและกลุ่มประเทศอินโดจีนเข้าร่วมประชุมด้วย ผลการประชุม กำหนดให้ราชอาณาจักรลาวเป็นกลาง และได้มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมสามฝ่ายขึ้น ประกอบด้วย เจ้าบุญอุ้ม ฝ่ายขวา มีกองทัพแห่งชาติลาวเป็นกำลังสำคัญ เจ้าสุวรรณภูมา ฝ่ายเป็นกลาง มีกองกำลังของนายพลกองแลอยู่ที่ทุ่งไหหิน และเจ้าสุภานุวงศ์ ฝ่ายซ้าย มีกองกำลังขบวนการประเทศลาว อยู่ที่พงสาลีและ

ซำเหนือ แต่ถึงกระนั้น สถานการณ์สู้รบในลาวก็หาได้ยุติลงไม่ เพราะการแตกแยกยังคงดำเนินอยู่ต่อมา ซึ่งได้นำไปสู่การปฏิวัติยึดอำนาจอีกครั้งหนึ่ง

ปฏิบัติการทางทหารในดินแดนลาว โดยเฉพาะในช่วงปี  ๒๕๐๔ – ๒๕๐๕ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศไทยในระดับหนึ่ง ทำให้มีความจำเป็นที่กองทัพบกไทยต้องติดตามความเคลื่อนไหวของทุกฝ่ายในลาว เพื่อผลด้านการข่าวที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมการป้องกันประเทศ ด้วยเหตุนี้กองทัพบกจึงจัดกำลังออกปฏิบัติราชการชายแดนด้านที่ติดต่อกับลาวโดยให้กำลังพลเตรียมพร้อมเคลื่อนย้ายเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ทันทีหากมีการล่วงล้ำเขตแดนเข้ามาในประเทศไทย ทั้งให้พร้อมทำการปลดอาวุธทหารลาว ที่เป็นฝ่ายรุกล้ำอธิปไตย (ประวัติหน่วยจังหวัดทหารบกเชียงราย, ม.ป.ป. : ๓๙)

จากความรุนแรงของเหตุการณ์ในลาว รัฐบาลลาวได้ร้องขอความช่วยเหลือมาทางรัฐบาลไทย จอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์  ผู้นำรัฐบาลและผู้นำทางทหารในเวลานั้น พิจารณาเห็นว่าภัยอันร้ายแรงกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้แผ่นดินไทยทุกขณะ จึงรับให้ความช่วยเหลือโดยให้จัดกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการรบในรูปสงครามกองโจร ตั้งแต่ปี  ๒๕๐๔  เพื่อยับยั้งการรุกรานของฝ่ายคอมมิวนิสต์ไว้นอกประเทศ

ในระหว่างที่สถานการณ์รอบบ้านกำลังตรึงเครียดอยู่นั้น นนร.แป้ง มาลากุล ณ อยุธยา กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก  Sandhurst  ประเทศอังกฤษ ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น แล้วว่า เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนวชิราวุธ ในปี  ๒๔๙๘  เด็กหนุ่มผู้นี้ได้สอบเจ้ารับการศึกษาต่อในโรงเรียนเตรียมนายร้อยตามที่ตั้งใจไว้แต่เดิมได้เป็นผลสำเร็จ แต่หลังจากเข้ารับการศึกษาอยู่ในโรงเรียนเตรียมนายร้อย  ๒  ปี  และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า  อีกเพียงปีครึ่ง  ก็ได้รับทุนการศึกษาจากกองทัพบกให้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก  Sandhurst  โดยได้ติดตาม  หม่อมหลวงปีกทิพย์  มาลากุล ผู้เป็นบิดา ซึ่งเดินทางไปรับตำแหน่งเอกอัคราชทูตไทยประจำประเทศอังกฤษ และที่ประเทศอังกฤษนี้เอง  นนร.แป้ง  ได้เรียนรู้ ได้สั่งสมประสบการณ์ชีวิต ที่เอื้อประโยชน์ต่อการรับราชการทหาร  ในเวลาต่อมา  และในโอกาสเดียวกันก็ได้พบหญิงที่ต่อมากลายเป็นคู่ชีวิตที่เข้าใจซึ่งกันและกันจนถึงปัจจุบัน

“สองปี  ในโรงเรียนนายร้อย  Sandhurst  ได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับผมอย่างเต็มที่ เพราะต้องฝึกหนัก เรียนก็หนักเนื่องจากความจำกัดในเรื่องภาษาและร่างกายที่มีรูปร่างเล็กกว่าฝรั่ง และที่รู้สึกปลาบปลื้มเป็นที่สุดคือ ระหว่างเรียนอยู่ที่โรงเรียนนายร้อย  Sandhurst  นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสประเทศอังกฤษ ผมมีโอกาสได้ร่วมรับเสด็จฯ ที่สถานทูตอย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้ถวายงานทั้งสองพระองค์เป็นครั้งแรก”

“หลังจากท่านเสด็จฯกลับไปแล้ว พ่อยังมอบหมายให้ผมเชิญของขวัญจากเจ้าฟ้าหญิงอเล็กซานดรา  แห่ง  Kent  ตามไปทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  ผมชวนต่อ (คือคุณหญิงศิริรัตน์  มาลากุล  ณ อยุธยา ในปัจจุบัน)  ผู้หญิงที่ผมตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบไปด้วย  เราทั้งสองได้เข้าเฝ้าฯอย่างใกล้ชิด และได้ร่วมโต๊ะเสวย  ณ  พระตำหนัก  เมืองโลซาน  ด้วย นับเป็นความตื่นเต้นอย่างที่สุดในชีวิตของเราสองคนหนุ่มสาวก็เป็นได้”

เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อย  Sandhurst  ว่าที่ร้อยตรี  แป้ง  รีบเดินทางกลังเข้ามาทำงานในประเทศไทยทันที โดยได้เริ่มชีวิตทหารในเบื้องต้นที่จังหวัดสระบุรี  เมืองทหารม้า





บทความล่าสุด