ผมได้ทำการพัฒนาอนุสาวรีย์พระเจ้ากาวิละ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าค่ายบริเวณริมแม่น้ำปิงด้วยการสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อใช้เป็นที่เก็บสิ่งของที่เป็นประวัติศาสตร์ ตามแนวประวัติที่ พลตรี การุณ บุญบันดาล อดีตผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเชียงใหม่ ได้ดั่งเจตนาไว้
ขณะที่พลตรี แป้ง ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๓๓ นั้น เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงพอดี กล่าวคือกองทัพบกเพิ่งจะมีคำสั่งให้แปรสภาพจังหวัดทหารบกเชียงใหม่เป็นมณฑลทหารบกที่ ๓๓ ดังนั้น ด้วยความสำนึกในพระคุณของแผ่นดินล้านนา ซึ่งขอบขัณฑสีมาแห่งนี้ล้วนสืบเชื้อสายมาจาก วีรบุรุษผู้หาญกล้า โดยเฉพาะพระเจ้ากาวิละ ได้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ประกอบภารกิจอันเป็นที่มาของการก่อสร้างอนุสรณ์สถานพระเจ้ากาวิละ งานชิ้นแรกของ พลตรี แป้ง ซึ่งมีฐานมาจากความกตัญญูกตเวทีเป็นสำคัญ
ก่อนหน้านั้น ได้มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์พระเจ้ากาวิละโดยพันเอก การุญ บุญบันดาล ผู้บังคับการกรมผสมที่ ๗ และจังหวัดทหารบกเชียงใหม่ (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) เป็นผู้เริ่มงานนี้ไว้เมื่อปี ๒๕๑๐ ด้วยความเห็นชอบของ พลตรี เจ้าราชบุตร ณ เชียงใหม่ ทายาทพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ ณ เชียงใหม่ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้ายและตระกูล ณ เชียงใหม่ ตลอดจนได้รับความร่วมมือจากข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนทั่วไป มีกรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบและปั้นหล่อ ทุนที่ใช้ในการก่อสร้างได้มาจากการแสดงต่าง ๆ และการให้เช่าเหรียญ
พิธีบวงสรวงดวงวิญญาณพระเจ้ากาวิละ ได้ทำที่วัดสวนดอก เมื่อ ๑๗ กันยายน ๒๕๑๑ และกระทำพิธีวางศิลาฤกษ์ที่หน้าค่ายกาวิละ เมื่อ ๗ พฤษภาคม ๒๕๑๓ ทำพิธีเททองพระรูป
อนุสาวรีย์ที่กรมศิลปากรเมื่อ ๗ กันยายน ๒๕๑๔ ทำพิธียกพระรูปอนุสาวรีย์เมื่อ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕ โดย พลเอก ประภาส จารุเสถียร ผู้บัญชาการทหารบก
สำหรับแนวคิดในการก่อสร้างอาคารอนุสรณ์สถานพระเจ้ากาวิละ นั้น มณฑลทหารบกที่ ๓๓ หน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และเจ้านายฝ่ายเหนือ มีความเห็นพ้องกันว่า ควรสร้างอาคารอนุสรณ์สถานพระเจ้ากาวิละเพื่อให้เป็นสถานที่เก็บรวบรวมภาพเหตุการณ์ในอดีต และสิ่งของเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้ากาวิละ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาทางประวัติศาสตร์
และเป็นการน้อมรำลึกถึงวีรกรรมของพระเจ้ากาวิละต่อไป โดยกำหนดการวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างอาคารฯ เมื่อ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ โดยพลตรี แป้ง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๓๓ เป็นประธานในพิธีได้มีการจัดพิธีเทิดพระเกียรติพระเจ้ากาวิละอย่างยิ่งใหญ่ การก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ สิ้นงบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้น จำนวนเงิน ๓,๒๐๐,๐๐๐- บาท
“พระเจ้ากาวิละพระบรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์อินทรสุรศักดิ์ สมญามหาขัตติยราชชาติราชาไทย สวรรย์เจ้าขัณฑสีมาพระนครเชียงใหม่ราชธานี” (นคร พันธุ์ณรงค์ ๒๕๓๕, ๒๙-๔๐) มีนามเดิมว่า “นายกาวิละ” เป็นบุตรของนายชายแก้ว ซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าฟ้าชายแก้ว กับแม่เจ้าจันตา ประสูติเมื่อจุลศักราช ๑๑๐๔ ปีจอ จัตวาศก ตรงกับปี ๒๒๘๕ หรือตรงกับสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา หากนับชาติภูมิย้อยหลังไปแล้ว พระเจ้ากาวิละพระบรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ฯ ทรงเป็นนัดดาของนายหนานทิพช้าง หรือ พระยาสุละวะฤๅไชยสงครามผู้กอบกู้เมืองนครลำปางให้เป็นอิสระจากเมืองลำพูน นับได้ว่า พระเจ้ากาวิละทรงสืบเชื้อสายมาจากวีรบุรุษผู้กล้าหาญแห่งเมืองนครลำปาง พระเจ้ากาวิละ พระบรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ฯ ทรงมีพระกรณียกิจในด้านการสงครามมากมาย ทั้งในด้านการป้องกันอาณาจักรและการขยายอาณาเขตให้กว้างขวาง พระเกียรติยศที่ได้รับจากพระมหากษัตริย์ชาติไทยที่สำคัญ ได้แก่
- ได้รับการสถาปนาจาก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครลำปางในปี ๒๓๑๗ ดังปรากฏข้อความในพงศาวดารกรุงธนบุรี ความว่า
“วันพฤหัสบดี เดือนยี่ แรม ๓ ค่ำ เสด็จอยู่ ณ พระตำหนักริมน้ำเมืองเชียงใหม่ ทรงฯตรัสว่า พระยาลาวมีชื่อ สวามิภักดิ์เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารได้ทำราชการช่วยรบพม่ามีความชอบ ทรง…พระราชทานพระแสงปืนยาว พระแสงหอก เสื้อผ้าแก่กาวิละ ให้ถืออาญาสิทธิ์เป็นพระยากาวิละครองนครลำปาง พระราชทานเสื้อผ้าแก่น้อยธรรมผู้น้อง ให้เป็นพระยาอุปราชฝ่ายหน้านครลำปาง พระราชทานเสื้อผ้าแก่นายสม นายดวงทิพ นายหมูล่า นายคำฝั้น นายบุญมา ผู้น้องเป็นราชวงศ์…”
- ได้รับการสถาปนาจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขึ้นเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้านครเชียงใหม่ ในปี ๒๓๒๕ ดังปรากฏข้อความในพงศาวดารโยนกความว่า
“…ลุศักราช ๑๑๔๓ ปีฉลู ตรีศก พระยากาวิละ เจ้าเมืองนครลำปาง เมื่อเลิกทัพกลับจากเมืองเชียงแสนมาถึงเมืองนครลำปางแล้ว พักกำลังไพร่พลพอหายอิดโรยแล้วจะลงไปกรุงเทพฯก็พอได้ทราบข่าวข้างกรุงเทพฯ ว่า พระเจ้าตากเสียพระจริต ขุนนาง หัวเมืองจับตัวออกเสียจากราชสมบัติ อำมาตย์ ราษฎรทั้งปวง พร้อมกันอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ขึ้นเถลิงราชสมบัติปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์ผลัดพระราชวงศ์ใหม่ พระยากาวิละก็พาเจ้านายพี่น้องทั้งปวง ล่องลงไปกรุงเทพมหานครเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสิ่งของ และครัวเชลยซึ่งตีได้จากเมืองเชียงแสน และกราบบังคมทูลข้อราชการทั้งปวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดปรานเป็นอันมาก จึงพระราชทานให้เลื่อนยศพระยากาวิละขึ้นเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองนครเชียงใหม่ พระราชทานเครื่องยศอย่างเจ้าประเทศราช…”
- ได้รับการสถาปนาจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขึ้นเป็นพระ
เจ้ากาวิละพระบรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ฯ ในปี ๒๓๔๕ ดังปรากฏข้อความในพงศาวดารโยนก ความว่า
“…ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ฐาปนาพระยากาวิละเป็นเจ้าประเทศราช มีนามศักดิ์สมญาว่า พระบรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์อินทรสุรศักดิ์สมญามหาขัตติยราชชาติราชาไชยสวรรย์เจ้าขัณฑสีมาพระนครเชียงใหม่ราชธานี พระเจ้ากาวิละได้รับพระราชทานเกียรติยศใหญ่นี้ ในวันพฤหัสบดี เดือนอ้ายเหนือ (เป็นเดือน ๑๑ ใต้) ขึ้น ๔ ค่ำ”
พระเจ้ากาวิละ พระบรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ฯ ทรงปกครองเมืองนครเชียงใหม่นานถึง
๒๐ ปี ในช่วงเวลาที่ทรงปกครองเมืองเชียงใหม่นั้น พระเจ้ากาวิละฯ ได้ขยายอาณาเขตให้ไทยมีเขตแดนทางเหนือ และทางตะวันตก ขยายออกไปกว้างขวางมาก มีหัวเมืองต่าง ๆ ยอมอยู่ใต้พระราชอำนาจเป็นจำนวนมาก และเมื่อมีหัวเมือง ใดยอมอยู่ใต้อำนาจกรุงรัตนโกสินทร์ พระเจ้ากาวิละ ก็จะเป็นผู้นำเจ้าเมืองต่าง ๆ เหล่านั้นเข้าเฝ้าถวายตัวต่อพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพมหานคร ตลอดมา
ในปี ๒๓๕๘ พระเจ้ากาวิละ พระบรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ฯ ได้นำพวกมอญเข้าเฝ้าถวายตัวต่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ซึ่งเป็นที่โปรดปราณมาก ดังปรากฏ
ข้อความในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตอนหนึ่ง ว่า
“…สมเด็จพระเป็นเจ้าเสด็จจากระแหงล่องไปถึง ณ วันอังคาร เดือน ๑๐ ทุติยะ แรม ๔ ค่ำ ถึง ณ กรุงเทพมหานคร เข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์เจ้า เอาคนเมง (มอญ) เข้าเฝ้าทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหากษัตริย์ก็คือ ชอบแม่น ประทานเงิน คำ เสื้อผ้า ต้อนรับขับสู้ เลี้ยงดูด้วยเข้าปลาอาหาร ส้มหวาน เล่นละเมง ละคร ขับฟ้อน เล่นมหรสพ อุ่นงัน เป็นมหาปางอันใหญ่…”
เสร็จแล้วพระเจ้ากาวิละ พระบรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ฯ ก็ทูลลากลับมายังเมืองเชียงใหม่เมื่อกลับมาถึงเมืองเชียงใหม่ พระเจ้ากาวิละ พระบรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ฯ ประชวรหนักจนถึงแกอนิจกรรม ณ เมือง เชียงใหม่ เมื่อวันพุธ แรม ๔ ค่ำ เดือน ๔ ปี พ.ศ.๒๓๕๘ สิริอายุรวม ๗๔ ปี

