<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พลเอก แป้ง มาลากุล ณ อยุธยา &#187; บทความอื่นๆ</title>
	<atom:link href="http://www.pangmalakul.com/category/other_story/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.pangmalakul.com</link>
	<description>พลเอก แป้ง มาลากุล ณ อยุธยา</description>
	<lastBuildDate>Sun, 05 Feb 2012 14:16:02 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ความเป็นมาและการดำเนินงานก่อสร้างโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช</title>
		<link>http://www.pangmalakul.com/history-mengrai-hospital/</link>
		<comments>http://www.pangmalakul.com/history-mengrai-hospital/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Sep 2009 05:15:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>พลเอก แป้ง มาลากุล ณ อยุธยา</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความอื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pangmalakul.com/?p=809</guid>
		<description><![CDATA[ &#8220;โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช&#8221; ได้ก่อตั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา โดยเริ่มจากการจัดเป็น หมวดพยาบาลจังหวัดทหารบกเชียงราย จนไดรับการปรับอัตราให้เป็นโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช  ในปี พ.ศ. 2524  ตัวอาคารต่าง ๆ  ยังคงใช้ของเดิมเมื่อปี พ.ศ. 2500  ซึ่งมีขนาดและเก่าชำรุดทรุดโทรมมาก  ดั้งนั้น  กองทัพภาค 3 /กองอำนวยการรักษาความมั่งคงภายใน ภาค 3 ร่วมกับจังหวัดทหารบกเชียงราย และพ่อค้าประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย  จึงมีโครงการจะทำการก่อสร้างโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราชขึ้น ในบริเวณค่ายเม็งรายมหาราช  ใกล้สี่แยกเด่นห้า  ตำบลรอบเวียง  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงราย  เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ขนาด 30-60 เตียง  โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้  คือ :
1. เพื่อเป็นการน้อมเกล้าฯ  ถวายเป็นพระราชสักระแด่  สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี   ในมหามงคลสมัยพระชนมายุครบ  90  พรรษา
2. เพื่อได้นำบุคลากร ด้านการรักษาพยาบาลของหน่วยที่มีอยู่  ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่นใกล้เคียงบริเวณที่ตั้งหน่วยทหารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างทหารกับประชาชน
3. เพื่อยกระดับการบริการ  ด้านการรักษาพยาบาล  โดยมีอาคารเป็นสัดส่วน ตั้งอยู่ใกล้ชุมชน  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff6600;"> &#8220;โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช&#8221;</span> ได้ก่อตั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา โดยเริ่มจากการจัดเป็น หมวดพยาบาลจังหวัดทหารบกเชียงราย จนไดรับการปรับอัตราให้เป็นโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช  ในปี พ.ศ. 2524  ตัวอาคารต่าง ๆ  ยังคงใช้ของเดิมเมื่อปี พ.ศ. 2500  ซึ่งมีขนาดและเก่าชำรุดทรุดโทรมมาก  ดั้งนั้น  กองทัพภาค 3 /กองอำนวยการรักษาความมั่งคงภายใน ภาค 3 ร่วมกับจังหวัดทหารบกเชียงราย และพ่อค้าประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย  จึงมีโครงการจะทำการก่อสร้างโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราชขึ้น ในบริเวณค่ายเม็งรายมหาราช  ใกล้สี่แยกเด่นห้า  ตำบลรอบเวียง  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงราย  เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ขนาด 30-60 เตียง  โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้  คือ :<span id="more-809"></span></p>
<p>1. เพื่อเป็นการน้อมเกล้าฯ  ถวายเป็นพระราชสักระแด่  สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี   ในมหามงคลสมัยพระชนมายุครบ  90  พรรษา</p>
<p>2. เพื่อได้นำบุคลากร ด้านการรักษาพยาบาลของหน่วยที่มีอยู่  ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่นใกล้เคียงบริเวณที่ตั้งหน่วยทหารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างทหารกับประชาชน</p>
<p>3. เพื่อยกระดับการบริการ  ด้านการรักษาพยาบาล  โดยมีอาคารเป็นสัดส่วน ตั้งอยู่ใกล้ชุมชน  ทำให้การเข้ารักษาพยาบาลของประชาชนสะดวกยิ่งขึ้น</p>
<p>4. เพื่อแบ่งเบาภาระการรักษาพยาบาลให้แก่  โรงพยาบาลอื่น ๆ  ในพื้นที่ซึ่งมีจำนวนไม่พอเพียงกับความต้องการของประชาชนการดำเนินการกอสร้างขั้นแรกจะดำเนินการก่อสร้างตึกตรวจโรคผู้ป่วยนอก  คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้นประมาณ  9  ล้านบาทเศษ  และอาคารตรวจโรคผู้ป่วยนอกนี้  ในอนาคตจะผนวกเป็นอาคารส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราชแห่งใหม่ บนเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่  ของหน่วยดั้งกล่าวและตั้งอยู่ใกล้กับเส้นทางสัญจรไปมาของท้องถิ่น</p>
<h3><span style="color: #ff6600;">การเริ่มต้นโครงการ</span></h3>
<p>โครงการได้เริ่มต้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2533  เป็นต้นมา โดยจังหวัดทหารบกเชียงรายได้รับวามเมตตา ความอนุเคราะห์ และความร่วมมือร่วมใจจากหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชนทั้งในจังหวัดเชียงราย และต่างจังหวัดเป็นอย่างดียิ่งโยมีส่วนร่วมบริจาคและร่วมเป็นกรรมการในการก่อสร้าง</p>
<p>ตามประกาศ   มทบ.33  เรื่อง  แต่งตั้งและคณะกรรมการดำเนินงานโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช  ลง  15  ก.ย. 33  มีคณะกรรมการ  8  คณะ  ไดแก่</p>
<h5>1.  คณะกรรมการที่ปรึกษา    ประกอบด้วย</h5>
<p>1.1 ประธาน   ม.ร.ว.ดิศนัดดา &#8211; คุณหญิง พวงร้อย  ดิศกุล</p>
<p>1.2 กรรมการจำนวน    41    ท่าน</p>
<h5>2.  คณะกรรมการอำนวยการ</h5>
<p>2.1 ประธาน    พลตรี  แป้ง    มาลากุล ณ อยุธยา</p>
<p>2.2 กรรมการเลขา   พ.อ.  ศุภอักษร   สังประกุล</p>
<p>2.3 กรรมการ และ ผช. เลขา   ร.อ.   สกนธ์   อภินิเวศ</p>
<p>2.4 กรรมการ  จำนวน  16  ท่าน</p>
<h5>3. คณะกรรมการฝ่ายจัดหาทุน</h5>
<p>3.1 ประธาน  พ.อ.อิทธิพล   ศิริมณฑล</p>
<p>3.2 กรรมการและเลขานุการ  พ.ต. สุรศักดิ์  สุขสนิท</p>
<p>3.3 กรรมการ และ ผช. เลขา  พ.ต.(ญ) ถมอนศรี   สิงห์ถม</p>
<p>3.4 กรรมการ  จำนวน  89  ท่าน</p>
<h5>4.คณะกรรมการฝ่ายออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง</h5>
<p><strong> </strong>4.1 ประธาน    พ.อ. ประกอบ    เศรษฐชัย</p>
<p>4.2 กรรมการเลขา     พ.ท.  วิเชียง    แนบเนียน</p>
<p>4.3 กรรมการ และ ผช. เลขา    ร.อ. สมพงษ์    สุภายศ</p>
<p>4.4 กรรมการ  จำนวน   13  ท่าน</p>
<h5>5. คณะกรรมการฝ่ายจัดหาอุปกรณ์ก่อสร้าง</h5>
<p>5.1 ประธาน   พ.อ.  อิทธิพล     ศิริมณฑล</p>
<p>5.2 กรรมการเลขา    พ.ต.  สนอง   ฝันถึงภูมิ</p>
<p>5.3 กรรมการ   จำนวน   12   ท่าน</p>
<h5>6. คณะกรรมการฝ่ายตรวจการสร้าง</h5>
<p>6.1 ประธาน    ศุภอักษร   สังประกุล</p>
<p>6.2 รองประธานและเลขา</p>
<p>6.3 ผช.เลขา   พ.ต.ชัยยันต์   จิตต์ทา</p>
<h5>7. คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์</h5>
<p>7.1 ประธาน    พ.อ. ศุภอักษร   สังประกุล</p>
<p>7.2 กรรมการเลขา  ร.อ. สนอง   บุญญะ</p>
<p>7.3 กรรมการ   จำนวน  15  ท่าน</p>
<h5>8. คณะกรรมการฝ่ายการเงิน</h5>
<p>8.1 ประธาน   พ.ต. อุดม   สุขสองห้อง</p>
<p>8.2 กรรมการเลขา   ร.อ. ชูชาติ   น้อยเจริญ</p>
<p>8.3 ผช. เลขา ร.อ. วิทยา   พูลศรี</p>
<h3><span style="color: #ff6600;">การก่อสร้าง</span></h3>
<p>จังหวัดทหารบกเชียงราย  ได้ทำสัญญากับบริษัท เอส.ที.เอ็น. สินธานีเรียลเอสเตท จำกัด  ให้เป็นผู้รับเหมาะก่อสร้าง โดยเพิ่มท้ายสัญญาว่า  ถ้าทางจังหวัดทหารบกเชียงรายสามารถจัดหาวัสดุก่อสร้างให้  ผู้รับเหมาะจะคิดเป็นจำนวนเงินลดหย่อนค่าจ้างได้</p>
<p>เริ่มดำเนินการก่อสร้าง  เมื่อ  26 ก.พ. 34  ถึง  15 ก.ย. 34  รวมเวลาทั้งสิ้น  218  วัน  จากเดิมที่กำหนด  315  วัน</p>
<h3><span style="color: #ff6600;">การดำเนินกิจกรรมในการก่อสร้างโรงพยาบาล</span></h3>
<p><strong> </strong>วันที่  22 ก.ย. 2533  ได้ดำเนินการจัดพิธีวางศิลาฦกษ์  โดย  พลโทศิริ  ทิวะพันธุ์   แม่ทัพภาคที่  3  เป็นประธานในพิธี</p>
<p>วันที่  29 ก.ย. 2533    จัดงานกาลาดินเนอร์การกุศลร่วมกับภาคเอกชน  ณ  โรงแรมดุสิตไอแลนรีสอร์ท  มีรายได้จากการจัดงานทั้งสิ้นเป็นเงิน  193,999.53  บาท</p>
<p>วันที่  17 พ.ย. 2533   จัดทำการแข่งขันมอเตอร์ครอสชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย  ร่วมกับ  ชมรมมอเตอร์ครอสแห่งประเทศไทยและ  บริษัท  คาสตรอล (ไทยแลนด์)  มีรายได้ทั้งสิ้น11,636.65  บาท</p>
<p>วันที่  27 เม.ย. 2534   สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงพระกรุณาโปรดเกล้า    พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์  เป็นจำนวนเงิน  1  ล้านบาท</p>
<p>วันที่  19 พ.ค.  2534   ชมรมวิ่งน้ำใจไมตรี  ร่วมกับจังหวัดทหารบกเชียงราย  จัดวิ่งมินิฮาล์ฟมาราธอนการกุศล  หารายได้สร้างโรงพายาบาลค่ายเม็งรายมหาราช  มีรายได้ทั้งสิ้น  265,099  บาท</p>
<p>วันที่  16 มิ.ย.  2534   มทบ. 33  ร่วมกับ  จังหวัดทหารบกเชียงราย  จัดกอล์ฟการกุศล  หาเงินสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลค่าเม็งรายมหาราช  554,450  บาท</p>
<p><span style="color: #00ccff;">**********************************************************************</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pangmalakul.com/history-mengrai-hospital/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มารยาทเล่มน้อย &#8220;หนังสือสมบัติผู้ดี&#8221;</title>
		<link>http://www.pangmalakul.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.pangmalakul.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 Aug 2009 05:48:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>พลเอก แป้ง มาลากุล ณ อยุธยา</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความอื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pangmalakul.com/?p=506</guid>
		<description><![CDATA[มารยาทเล่มน้อย
เรียบเรียงโดย : ท่านผู้หญิงดุษฏีมาลา  มาลากุล

๑ จรรยา  คือ   ความประพฤติที่ควรประพฤติได้แก่  ความมีมารยาทดี   ความต้อนรับเชื้อเชิญ  ความอดกลั้น  และความเมตตากรุณา
๒ มรรยาทหรือมารยาท   คือ  กิริยาวาจาที่ถือว่าสุภาพเรียบร้อย  ซึ่งบางขณะต้องประกอบด้วยการเสียสละ  ความพอใจส่วนตัว   เพื่อทำความพอใจให้ผู้อื่น
๓ ชาติไทยได้ชื่อว่า  เป็นชาติที่มีมรรยาทงามที่สุดในโลก  เพราะบรรพบุรุษของไทยได้วางแบบอย่างมรรยาทไว้อย่างเหมาะสม
๔ แบบอย่างมรรยาทของชาติไทยเป็นหลักการไม่มีวันล้าสมัย  จึงใช้ได้ทุกโอกาส  ทุกสมัย  และทุกที่
๕ มรรยาทที่ถือว่างาม  สำหรับสังคมที่ดีของไทยย่อมนำไปใช้ในสังคมที่ดีของชาติอื่นได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
๖ กุลบุตร  คือ   ลูกชาย(ไม่ว่าจะเป็นชาติใด)ที่ได้รับการศึกษาอบรมแล้วย่อมเป็นผู้มีอัธยาศัยสุภาพและความประพฤติเรียบร้อย
๗ กุลบุตรย่อมมีความเหนี่ยวรั้งใจตนเอง และมีความละอายใจต่อบาป
๘ กุลบุตรไม่มั่วสุมกับสิ่งที่ไม่ดีงาม  เช่น  เป็นนักดื่มและนักการพนัน
๙ กุลสตรี  คือ  ลูกผู้หญิง(ไม่ว่าจะเป็นชาติใด)ที่ได้รับการศึกษาอบรมแล้ว  ย่อมเป็นผู้มีอัธยาศัยสุภาพและมีความประพฤติเรียบร้อย
๑๐ กุลสตรี  ย่อมีความเหนี่ยวรั้งใจตนเองและมีความละอาย  ไม่ประพฤติการอันรู้อยู่แก่ใจว่าไม่เหมาะสมที่สุภาพสตรีจะประพฤติ
๑๑ กุลสตรี  ย่อมสำนึกในความเป็นสตรี  และมีความสำรวม  กาย  วาจาและใจ  อยู่เป็นนิตย์  ไม่ส่งเสียงอื้ออึ่ง   ไม่ทำตนสนิทสนมหรือหยอกเย้ากับบุรุษทั้งในที่ลับและที่เปิดเผย  ไม่พูดจาหยาบคาย  และไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน
๑๒ กุลสตรี  ไม่แต่งตัวและแต่งหน้ามากจนเกินไป
๑๓ กุลบุตรและกุลสตรี  เป็นผู้มีมรรยาทอันได้ขัดเกลาแล้วอย่างเรียบร้อยจึงเรียกสั้นๆว่าเป็นผู้มีมรรยาท
๑๔ ผู้มีมรรยาท  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff9900;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>มารยาทเล่มน้อย</strong></span></span></p>
<p>เรียบเรียงโดย : ท่านผู้หญิงดุษฏีมาลา  มาลากุล<br />
<span id="more-506"></span></p>
<p>๑ จรรยา  คือ   ความประพฤติที่ควรประพฤติได้แก่  ความมีมารยาทดี   ความต้อนรับเชื้อเชิญ  ความอดกลั้น  และความเมตตากรุณา</p>
<p>๒ มรรยาทหรือมารยาท   คือ  กิริยาวาจาที่ถือว่าสุภาพเรียบร้อย  ซึ่งบางขณะต้องประกอบด้วยการเสียสละ  ความพอใจส่วนตัว   เพื่อทำความพอใจให้ผู้อื่น</p>
<p>๓ ชาติไทยได้ชื่อว่า  เป็นชาติที่มีมรรยาทงามที่สุดในโลก  เพราะบรรพบุรุษของไทยได้วางแบบอย่างมรรยาทไว้อย่างเหมาะสม</p>
<p>๔ แบบอย่างมรรยาทของชาติไทยเป็นหลักการไม่มีวันล้าสมัย  จึงใช้ได้ทุกโอกาส  ทุกสมัย  และทุกที่</p>
<p>๕ มรรยาทที่ถือว่างาม  สำหรับสังคมที่ดีของไทยย่อมนำไปใช้ในสังคมที่ดีของชาติอื่นได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม</p>
<p>๖ กุลบุตร  คือ   ลูกชาย(ไม่ว่าจะเป็นชาติใด)ที่ได้รับการศึกษาอบรมแล้วย่อมเป็นผู้มีอัธยาศัยสุภาพและความประพฤติเรียบร้อย</p>
<p>๗ กุลบุตรย่อมมีความเหนี่ยวรั้งใจตนเอง และมีความละอายใจต่อบาป</p>
<p>๘ กุลบุตรไม่มั่วสุมกับสิ่งที่ไม่ดีงาม  เช่น  เป็นนักดื่มและนักการพนัน</p>
<p>๙ กุลสตรี  คือ  ลูกผู้หญิง(ไม่ว่าจะเป็นชาติใด)ที่ได้รับการศึกษาอบรมแล้ว  ย่อมเป็นผู้มีอัธยาศัยสุภาพและมีความประพฤติเรียบร้อย</p>
<p>๑๐ กุลสตรี  ย่อมีความเหนี่ยวรั้งใจตนเองและมีความละอาย  ไม่ประพฤติการอันรู้อยู่แก่ใจว่าไม่เหมาะสมที่สุภาพสตรีจะประพฤติ</p>
<p>๑๑ กุลสตรี  ย่อมสำนึกในความเป็นสตรี  และมีความสำรวม  กาย  วาจาและใจ  อยู่เป็นนิตย์  ไม่ส่งเสียงอื้ออึ่ง   ไม่ทำตนสนิทสนมหรือหยอกเย้ากับบุรุษทั้งในที่ลับและที่เปิดเผย  ไม่พูดจาหยาบคาย  และไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน</p>
<p>๑๒ กุลสตรี  ไม่แต่งตัวและแต่งหน้ามากจนเกินไป</p>
<p>๑๓ กุลบุตรและกุลสตรี  เป็นผู้มีมรรยาทอันได้ขัดเกลาแล้วอย่างเรียบร้อยจึงเรียกสั้นๆว่าเป็นผู้มีมรรยาท</p>
<p>๑๔ ผู้มีมรรยาท  คือ  ผู้ที่รู้จัก“หัวนอนปลายเท้า” ในร่างกายของเรา เราถือว่าศีรษะเป็นของสูง และถือว่าเท้าเป็นของต่ำ</p>
<p>๑๕ ผู้มีมรรยาทไม่ถูกต้องศีรษะหรือบ่าผู้ใด  นอกจากผู้นั้นจะเป็นเด็กยังไม่เดียงสา  ซึ่งการจับต้องนั้นทำไปเพื่อความเอ็นดู</p>
<p>๑๖ ผู้มีมรรยาทไม่ข้ามกรายหรือยืนค้ำยืนศีรษะผู้ใด  ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นคนสูงกว่าหรือต่ำกว่าหรือมีฐานนะเสมอกัน</p>
<p>๑๗ ผู้มีมรรยาทไม่รับของหรือส่งของข้าม  หรือเฉียดศีรษะผู้ใด  ไม่ว่าผู้นั้นจะมีฐานะสูงหรือต่ำยากจนมากเพียงใด</p>
<p>๑๘ ผู้มีมรรยาท ถือว่าเท้าเป็นของต่ำ ฉะนั้นไม่ใช้เท้าชี้สิ่งใดและไม่วางรองเท้าไว้ทางหัวนอน</p>
<p>๑๙ ผู้มีมรรยาทย่อมระมัดระวังในขณะที่จะลุกจะนั่งจะยืนและจะเดิน  มิให้กระทบกระทั่งผู้ใด  หรือของสิ่งใด</p>
<p>๒๐ ผู้มีมรรยาทย่อมส่งของให้ผู้อื่นโดยสุภาพ  ไม่โยนไปหรือผลักไป</p>
<p>๒๑ ผู้มีมรรยาทย่อมมีกิริยาอันสำรวมอยู่เสมอ  เฉพาะอย่างยิ่งไม่นั่งไขว่ห้างเฉพะหน้าผู้ใหญ่  ไม่เท้าสะเอวพูดกับผู้ใหญ่  ไม่เอามือล้วงกระเป๋าเสื้อหรือกางเกงขณะพูดกับผู้ใหญ่</p>
<p>๒๒ ผู้มีมรรยาท ไม่ล่วงเกินผู้ใด  แม้ในสิ่งเล็กน้อย   เช่นไม่บุกบั่นเข้าไปใช้สิ่งใดแม้เป็นของสาธารณะในขณะที่ผู้อื่นกำลังใช้อยู่  ในการใช้ของสาธารณะทุกอย่างผู้มีมรรยาทย่อมช่วยกันรักษาให้สะอาดและเรียบร้อย</p>
<p>๒๓ ผู้มีมรรยาทย่อมช่วยกันรักษาของทุกอย่างอันเป็นสาธารณะให้สะอาดและเรียบร้อย  ไม่ทำให้สกปรก  รก  เปื้อน  หรือเสียหาย  ไม่ขีดเขียนตามกำแพง  ผนัง หรือที่ไดๆเพราะการทำเช่นนั้นเป็นฯ การทำลายของสาธารณะ</p>
<p>๒๔ ผู้มีมรรยาทย่อมถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องระวังรักษาสมบัติของชาติ ได้แก่ ศิลปะและโบราณสถานให้คงอยู่ถาวร  เพื่อเป็นมรดกของชาติไทยสืบต่อไป  ไม่ทำลาย  ไม่หยิบฉวยหรือขุดค้นเอาเป็นสมบัติส่วนตนเป็นอันขาด  เมื่อพบเห็นผู้ใดทำลายหรือหยิบฉวยสมบัติของชาติไปต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบโดยเร็วที่สุด</p>
<p>๒๕ ผู้มีมรรยาทย่อมยืนและเดินด้วยท่าทางอันสุภาพเรียบร้อย  ไม่ส่ายไหล่ หรือแกว่งแขนจนเกินไป  ไม่ส่งเสียงเอ็ดอึง  ไม่หยอกล้อกันกลางถนน  ไม่เดินรับประทานอาหารและไม่ทิ้งสิ่งที่ตนไม่ต้องการลงในที่สาธารณะ</p>
<p>๒๖ เมื่อไปบ้านผู้อื่นผู้มีมรรยาทย่อมสั่นกระดิ่งหรือเคาะประตูให้คนในบ้านทราบไม่ละลาบละล้วงเข้าไปในห้องก่อนได้รับเชิญเมื่อจะเข้าห้องในบ้านเรือนหรือแม้ที่ทำงานของผู้ใด  ก็เคาะประตูให้เจ้าของทราบก่อน</p>
<p>๒๗ ผู้มีมรรยาทย่อมสำรมกิริยาวาจายิ่งขึ้นเมื่อมิได้อยู่ในบ้านเรือนของตนเอง</p>
<p>๒๘ เมื่อเข้าไปในบ้านเรือนผู้ใดผู้มีมรรยาทย่อมไม่หยิบสิ่งของเขามาดู</p>
<p>๒๙ ผู้มีมรรยาทย่อมไม่อ่านจดหมายของผู้ใดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ</p>
<p>๓๐ ผู้มีมรรยาทไม่พูดสอดหรือชิงพูดและเมื่อผู้ใดพูดดัวยก็ตอบไม่นิ่งเฉยเสียการพูดด้วยการเสียงดังเกินไปเป็นมรรยาทที่ไม่งาม</p>
<p>๓๑ เมื่อผู้ใหญ่พูดด้วยต้องหันมาฟังและรับคำก่อน  ไม่หันหลังเดินออกเสียเฉยๆเมื่อพูดกับผู้ใหญ่ควรนั่งให้เรียบร้อย  ถ้าในโอกาสที่ควรยืนก็ยืนโดยสำรวมแม้เมื่อยืนอยู่หรือนั่งอยู่โดยลำพัง  ถ้าผู้ใหญ่ผ่านมาในระยะใกล้ชิดก็ควรแสดงคารวะโดยยอบตัวลง</p>
<p>๓๒ ผู้มีมรรยาทไม่ตะโกนคำที่หยาบคาย  และไม่ใช้ภาษาที่หยาบคายในการสนทนาไม่ว่าในกรณีใดๆการกล่าวคำหยาบตอบกันมิใช่เป็นการแสดงความสนิทสนมแต่เป็นการแสดงมารยาททรามต่อกัน</p>
<p>๓๓ ผู้มีมรรยาทย่อมพูดจาด้วยถ้อยคำและสำนวนอันเรียบร้อยและออกกสำเนียงได้ชัดเจนถูกต้องทุกถ้อยคำ  การพูดด้วยสำนวนและสำเนียงอันถูกต้องแสดงให้เห็นความเป็นผู้มีการศึกษาดี</p>
<p>๓๔ ผู้มีมรรยาทไม่ล้วง  แคะ  แกะ  เกา  หรือหาวเรอต่อหน้าผู้อื่น  แม้จะไอหรือจามก็ต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก</p>
<p>๓๕ ผู้มีมรรยาทไม่บ้วนน้ำลาย  หรือสั่งขี้มูกลงบนถนนหรือที่สาธารณะใดๆถ้าจำเป็นต้องสั่งน้ำมูกหรือบ้วนคายสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้สั่งหรือบ้วนคายใส่ผ้าเช็ดหน้าของตน</p>
<p>๓๖ ผู้มีมรรยาทไมดูดมือแทนการล้างมือ</p>
<p>๓๗ ผู้มีมรรยาทไม่จ้องดูผู้ใดโดยเพ่งพิศเหลือเกิน</p>
<p>๓๘ ผู้มีมรรยาทไม่นำสิ่งที่น่ากระดากมาเล่าให้แขกฟัง  และไม่กล่าวถึงเรื่องร้ายในงานมงคล</p>
<p>๓๙ ผู้มีมรรยาทมีความเกรงใจผู้อื่นอยู่เป็นนิตย์</p>
<p>๔๐ ผู้มีมรรยาทไม่ลืมที่จะส่งของซึ่งผู้อื่นได้สงเคราะห์ให้ตนยืม</p>
<p>๔๑ ผู้มีมรรยาทไม่ข่มเหง  แต่ต้องช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอ  เช่น  เด็กหรือผู้หญิง หรือคนชรา</p>
<p>๔๒ ผู้มีมรรยาทไม่หาประโยชน์ใส่ตนด้วยอาการที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน</p>
<p>๔๓ ผู้ฉวยโอกาสเอา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pangmalakul.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติวัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหาร</title>
		<link>http://www.pangmalakul.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.pangmalakul.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 Aug 2009 05:32:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>พลเอก แป้ง มาลากุล ณ อยุธยา</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความอื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pangmalakul.com/?p=261</guid>
		<description><![CDATA[วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหารเป็นวัดพระอารามหลวงชั้นโท ได้รับอิสริยศักดิ์ของพระอารามในอันดับ วรวิหาร ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกริมแม่น้ำป่าสัก ห่างจากชายตลิ่ง๒๒0เมตรในท้องที่หมู่บ้านเพนียด ตำบลบ้านสวนพริก อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเนื้อที่อาณาเขตวัด๒๙ไร่และมีที่นาเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดติดต่อกับวัดเป็นผืนเดียวกันกันอีก๔๓ไร่
เดิมเป็นวัดราษฎร์มีนามว่า วัดทะเลหญ้า เพราะตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้าถึงฤดูฝนตกน้ำท่วมตลอดทุกปี อนึ่งคำว่าทะเลหญ้านี้ อาจจะมาจากคำว่าทำเลหญ้าก็ได้ เป็นวัดโบราณ สร้างมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่ได้กลายสภาพเป็นวัดร้างมาเป็นเวลาช้านาน พระอุโบสถ เสนาสนะสงฆ์ และถาวรวัตถุต่างๆพังทลายเสียหายไปทั้งหมด คงเหลือแต่เนินพระเจดีย์พอเห็นเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นวัดร้างมาก่อนเท่านั้น ด้วยกุศลเจตนาในอันที่จะทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ถาวรจิรัฏฐิติกาลสืบไป สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงเห็นว่าวัดร้างแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณเงียบสงัด สมควรเป็นที่จำพรรษาบำเพ็ญสมณธรรมของสงฆ์ สามเณรสืบไป พระองค์ท่านทรงมีพระปิติโสมนัสเปี่ยมด้วยพระศรัทธาอันแรงกล้า จึงได้ทรงเริ่มสถาปนาวัดทะเลหญ้าขึ้นใหม่ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่๔แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสร็จเรียบร้อยบริบูรณ์เมื่อปีพุทธศักราช๒๔๑๘ในรัชกาลที่๕ และได้ถวายเป็นพระอารามหลวงโปรดเกล้าฯพระราชทานนามว่า วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวิหาร

สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่๒ แห่งพระบรมวงศ์จักรี สมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระราชชายานารีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นพระชนนี ประสูติ ณ วันเสาร์ ขึ้น๑ค่ำ เดือน๖ปีเถาะ ตรงกับวันที่๒๔เมษายน พุทธศักราช๒๓๖๒ พระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าชายกลางมีพระภาตาและภคินีร่วมพระชนนีเดียวกันอีก๓พระองค์คือ พระเชฏฐภาตา เจ้าฟ้าชายอาภรณ์ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่๓ พระกนิษฐภคินี เจ้าฟ้าหญิงหนึ่งองค์สิ้นพระชนม์แต่ยังทรงพระเยาว์ และพระกนิษฐภาตาหนึ่งพระองค์ ทรงพระนามว่าเจ้าฟ้าชายปิ่วสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่๓เมื่อชันษา๑๙ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหารเป็นวัดพระอารามหลวงชั้นโท ได้รับอิสริยศักดิ์ของพระอารามในอันดับ วรวิหาร ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกริมแม่น้ำป่าสัก ห่างจากชายตลิ่ง๒๒0เมตรในท้องที่หมู่บ้านเพนียด ตำบลบ้านสวนพริก อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเนื้อที่อาณาเขตวัด๒๙ไร่และมีที่นาเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดติดต่อกับวัดเป็นผืนเดียวกันกันอีก๔๓ไร่</p>
<p>เดิมเป็นวัดราษฎร์มีนามว่า วัดทะเลหญ้า เพราะตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้าถึงฤดูฝนตกน้ำท่วมตลอดทุกปี อนึ่งคำว่าทะเลหญ้านี้ อาจจะมาจากคำว่าทำเลหญ้าก็ได้ เป็นวัดโบราณ สร้างมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่ได้กลายสภาพเป็นวัดร้างมาเป็นเวลาช้านาน พระอุโบสถ เสนาสนะสงฆ์ และถาวรวัตถุต่างๆพังทลายเสียหายไปทั้งหมด คงเหลือแต่เนินพระเจดีย์พอเห็นเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นวัดร้างมาก่อนเท่านั้น ด้วยกุศลเจตนาในอันที่จะทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ถาวรจิรัฏฐิติกาลสืบไป สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงเห็นว่าวัดร้างแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณเงียบสงัด สมควรเป็นที่จำพรรษาบำเพ็ญสมณธรรมของสงฆ์ สามเณรสืบไป พระองค์ท่านทรงมีพระปิติโสมนัสเปี่ยมด้วยพระศรัทธาอันแรงกล้า จึงได้ทรงเริ่มสถาปนาวัดทะเลหญ้าขึ้นใหม่ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่๔แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสร็จเรียบร้อยบริบูรณ์เมื่อปีพุทธศักราช๒๔๑๘ในรัชกาลที่๕ และได้ถวายเป็นพระอารามหลวงโปรดเกล้าฯพระราชทานนามว่า วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวิหาร<br />
<span id="more-261"></span><br />
สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่๒ แห่งพระบรมวงศ์จักรี สมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระราชชายานารีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นพระชนนี ประสูติ ณ วันเสาร์ ขึ้น๑ค่ำ เดือน๖ปีเถาะ ตรงกับวันที่๒๔เมษายน พุทธศักราช๒๓๖๒ พระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าชายกลางมีพระภาตาและภคินีร่วมพระชนนีเดียวกันอีก๓พระองค์คือ พระเชฏฐภาตา เจ้าฟ้าชายอาภรณ์ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่๓ พระกนิษฐภคินี เจ้าฟ้าหญิงหนึ่งองค์สิ้นพระชนม์แต่ยังทรงพระเยาว์ และพระกนิษฐภาตาหนึ่งพระองค์ ทรงพระนามว่าเจ้าฟ้าชายปิ่วสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่๓เมื่อชันษา๑๙ ส่วนพระชนนี สมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระราชชายานารีนั้น สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่๓ พุทธศักราช๒๓๑๘เมื่อพระชนมพรรษา๔๒ปี<br />
เจ้าฟ้าชายกลางเริ่มแรกรับราชการในกรมวังในรัชกาลที่๓ครั้นถึงรัชกาลที่พระราชทานนามว่าเจ้าฟ้ามหามาลา และทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นปราบปรปักษ์ ต่อมาทรงเลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมขุนบำราบปรปักษ์ โปรดเกล้าฯ ให้ว่ากรมวัง กรมพระคชบาลและกรมสังฆการีธรรมการ ในรัชการที่๕ โปรดเกล้าฯเลื่อนกรมขึ้นเป็นพระยาบำราบปรปักษ์ ครั้นถึงปีพุทธศักราช๒๔๒๘ได้โปรดเกล้าฯเลื่อนกรมขึ้นสูงสุดเป็นกรมสมเด็จพระยาบำราบปรปักษ์ทรงพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่าสมเด็จพระยาบำราบปรปักษ์มหิศวรศักดิสุนทรรวิวงศ์ บรมพงศ์บริพัตร วิวัฒนยโสดม สรรพศิปาคม อุดมกิจ พิฆเนศวรประสิทธิคชกรรมสาตรโหรกลานุวาทกาพยปฏิภาณ สกฤษฏิศุภการสกลรัษฎาธิกกิจ ปรีชาวตโยฬาร สมบูรณคุณสารสุจริตจริยาภิรมย์ ราชพงศานุกรมุขปดิษฐา สกลนราภิมานิต นริศราธิบดินทร์ ปรมินทรมหาราชวโรปการปรีชาญาณยุติธรรมา-ชวาธยาศรัย ศรีรัตนไตรสรณคุณารักษ์ บรมอัครมหาบุรุษยรัตน์สุขุมาลกษัตริย์วิสุทธิชาติ ธรรมิกนาถบพิตร และในรัชกาลที่๕ นี้ที่ประชุมพระราชวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่ พร้อมกันสมมุติให้เป็นผู้สำเร็จราชการในพระราชสำนัก และว่าการพระคลังทั้งปวง ต่อมาได้ทรงว่าการกระทรวงหาดไทยอีกกระทรวงหนึ่ง สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่๕ เมื่อปีพุทธศักราช๒๔๒๙ พระชนมพรรษา๖๒ปี พระองค์ท่านทรงเป็นต้นสกุลมาลากุล</p>
<div id="attachment_580" class="wp-caption aligncenter" style="width: 510px"><img class="size-full wp-image-580" title="พระบรมรูป ร.5 ในวิหาร" src="http://www.pangmalakul.com/wp-content/uploads/2009/08/wat02.jpg" alt="พระบรมรูป ร.5 ในวิหาร" width="500" height="375" /><p class="wp-caption-text">พระบรมรูป ร.5 ในวิหาร</p></div>
<p>มูลเหตุที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงสร้างวัดบรมวงศ์ฯขึ้นนี้ โดยองค์ท่านได้ทรงศึกษาคชกรรมศาสตร์จากเจ้าบรมเธอ กรมหลวงเทพยพลภักดิ์(พระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าออภัยทัต) พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงเป็นพระหมอเฒ่าและอาจารย์ต้นตำรับศิลปะศาสตร์เรื่องช้าง ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์และได้ทรงว่าการกรมพระคชบาล ในรัชกาลที่๒ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่๓ เมื่อปีพุทธศักราช๒๓๘0 เมื่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงเทพยพลภักดิ์สิ้นพระชนม์แล้ว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ (พระนามเดิมพระองค์เจ้าพนมวัน) ได้ทรงว่าการกรมพระคชบาล ต่อมาจนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อพุทธราช ๒๓๙๙ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงพระยศเป็นกรมขุนบำราบปรปักษ์ ว่าการกรมพระคชบาลอีกหน้าที่หนึ่งสืบต่อมา และมีเพียงแต่จะได้รับหน้าที่ว่าการกรมพระคชบาล สืบแทนอาจารย์ผู้ทรงสอนวิชาคชกรมศาสตร์เท่านั้นก็หาไม่ พระองค์ยังได้ทรงเป็นพ่อหมอเฒ่าสืบแทนพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงเทพยพลภักดิ์<br />
และได้พระราชทานวังของพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงเทพยพลภักดิ์ ตรงข้ามประตูวิเศษไชยศรี ซึ่งเป็นที่ตั้งกรมศิลปากรในปัจจุบันนี้รวมทั้งตำหนักประทับแรมที่ตำบลเพนียด จังหวัพระนครศรีอยุธยา เป็นที่ประทับอีกด้วยเมื่อพระองค์ท่านทรงมีหน้าที่ดูแลเพนียดอันเป็นที่สำหรับคล้องช้างป่า ทั้งเป็นผู้ทรงควบคุมการจับช้างด้วยเช่นนี้ จึงต้องเสด็จไปประทับแรมที่ตำหนักเพนียดเสมอ เมื่อได้ทรงเห็นวัดทะเลหญ้ากลายเป็นวัดร้างอยู่กลางทุ่งไม่ห่างจากเพนียดและตำหนักที่ประทับแรมของพระองค์มากนักประกอบด้วยพระองค์ทรงมีพระหฤทัยตั้งมั่นในสุจริตยุติธรรม และทรงประพฤติพระองค์มั่นคงในพระไตรสรณาคมณ์ มีศัทธาแรงกล้าในอันจะทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนา พระคุณลักษณะเช่นนี้ว่ามีปรากฏอยู่ในสร้อยพระนามทรงกลม ที่จารึกไว้ในพระสุพรรณบัฎว่า สมเด็จพระยาบำราบปรปักษ์ฯลฯ…สมบรูณคุณสารสุจริตจรยาภิรมณ์&#8230; ปรีชาญาณยุติธรรมาชวาธยาศรัยศรีรัตนไตรสรณคุณารักษิ&#8230;อาศัยพระกุศลจริยา ดังกล่าวนี้ จึงเป็นพลวปัจจัยนำให้พระองค์ทรงสร้างวัดบรมวงศ์ฯ ขึ้น ส่วนตำหนักประทับแรมที่เพนียดนั้นภายหลังต่อมาทางราชการได้ใช้เป็นสถานที่โรงเรียนช่างต่อเรือของกรมอาชีวศึกษา และเมื่อโรงเรียนนั้นไม่ได้ใช้สถานที่นั้นแล้ว จึงได้ใช้เป็นโรงเรียนประชาบาลต่อมาจนบัดนี้<br />
การสร้างวัดบรมวงศ์ฯ ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาบำราบปรปักษ์นี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชศรัทธาและทรงสนพระราชหฤทัยด้วยเป็นอย่างมาก ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สมทบการก่อสร้างเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังทรงสร้างกุฏิถวายสงฆ์เป็นส่วนของพระองค์ด้วยหลังหนึ่ง เมื่อถึงเทศกาลกฐินก็ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคจากกรุงเทพฯ ไปถวายผ้าพระกฐิน เป็นพิธีหลวง ต่อมาเมื่อถึงคราวงานพิธีฝังลูกนิมิตและสมโภชพระอาราม ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานประกอบพระราชพิธี ยิ่งกว่านั้นการบอกสีมาทั้ง ๘ ทิศรอบพระอุโบสถ ในพิธีกรรมผูกพัทธสีมา ก็ได้มีพระราชศรัทธาแรงกล้า ทรงรับพระราชภาระเป็นผู้ดำรัสตอบคำถามของพระสงฆ์ เป็นภาษาจีนครบทั้ง ๘ ทิศ หน้าที่ผู้บอกสีนั้นจะให้คฤหัสถ์คนหนึ่งหรือหลายคน ที่จำคำบาลีว่า ปาสาโณ ภนุเต ได้เป็นผู้กล่าวตอบคำถามของพระสงฆ์ก็พอ แต่พระบาทสมเด็จพระอยู่หัว ทรงกระทำหน้าที่อุบาสกนี้ด้วยพระองค์เอง โดยมิได้ทรงถือว่าเป็นการที่พระเจ้าแผ่นดินไม่ควรทรงกระทำซึ่งการทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันพิเศษนี้ยังไม่พบหลักฐานที่ปรากฏว่า พระมหากษัตริย์พระองค์ใดได้ทรงกระทำมาก่อน และในการสร้างหรือปฏิสังขรณ์วัดใด ดังจะได้เห็นจากพระราชกิจรายวันที่ได้ทรงบันทึกไว้ ในส่วนที่เกี่ยวกับวัดบรมวงศ์ฯ ต่อไปนี้</p>
<p>มีคำเล่าเมื่อสมเด็จฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงสร้างวัดทะเลหญ้าขึ้นเสร็จเรียบร้อยแล้วได้ทรงตั้งนามวัดนี้ใหม่ว่า “วัดติณวัลย์”หรือ “วัดติณวัน”(ยังไม่พบหลักฐานคำเขียนที่แน่นอน)ต่อมาเมื่อได้ถวายให้เป็นพระอารามหลวง จึงได้โปรดเกล้าฯพระราชทานนามใหม่ว่า“วัดบรมวงศ์อิศรวราราม”แต่ยังไม่พบหลักฐานการเปลี่ยนชื่อวัดทะเลหญ้าเป็นวัด“ติณวัลย์”หรือ “ติณวัน”เป็นรูปคำบาลีก่อนหน้าได้รับพระราชทานนามเป็น“วัดบรมวงศ์อิศรวราราม”<br />
การที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงสถาปนาวัดทะเลหญ้าขึ้นเป็นบรมวงศ์อิศรวรารามนี้ มิใช่เพียงแต่เป็นการบูรณปฏิสังขรณ์เท่านั้น แต่ได้ทรงสร้างวัดขึ้นใหม่ ในที่วัดเก่าร้างทั้งหมดอย่างครบถ้วนบริบรูณ์พร้อมด้วย พระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ พระสถูปเจดีย์ กุฏิเสนาสนะสงฆ์ และถาวรวัตถุอื่นๆ ถาวรวัตถุเหล่านี้ทรงสร้างขึ้นอย่างประณีตถาวรก่ออิฐโบกปูน ปูพื้นด้วยหินอ่อน ประกอบด้วยลวดลายศิลปะเป็นพระมาหามาลาและภาพจิตกรรมต่างๆอย่างงดงาม นับว่าเป็นวัดที่งามเด่นมากวัดหนึ่งผู้ผ่านสัญจรไปมาทั้งทางน้ำหรือบกจะสามารถมองเห็นความสง่างามของวัดนี้ได้ตั้งแต่ระยะไกล รายการอาคาร ถาวรวัตถุของวัดที่ทรงสร้างขึ้นในสมัยแรกนั้นนับว่าวิจิตรงดงามมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ภายหลังต่อมาถาวรวัตถุและปูชนีวัตถุที่งดงามเด่นเหล่านี้ต้องประสบกับความเสื่อมโทรมและบางอย่างก็พังทลายหมดสภาพไป สิ่งที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯทรงสร้างไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยศิลปะฝีมือช่างอย่างประณีตในสมัยแรกสร้างวัดนั้น เป็นรายการดังนี้<br />
๑.พระอุโบสถถาวรก่ออิฐถือปูน กว้าง ๙.๕0 เมตร ยาว ๑๘.00 เมตร พื้นปูด้วยหินอ่อน ผนังภายในใต้หน้าต่างปูด้วยกระเบื้องลายครามโดยรอบทั้ง ๔ด้านหลังคามุงด้วยกระเบื้องแบบโบราณ เรื่องบนไม้สัก ซุ้มประตู หน้าต่างและช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ สร้างด้วยแบบปูนปั้น เป็นรูปลักษณะนาคเกี้ยวภายในซุ้มประตู หน้าต่างทำเป็นลายเครือวัลย์ล้อมพระมหามาลาอย่างประณีตสวยงาม<br />
๒.พระวิหารตรีมุข สร้างด้วยฝีมืออย่างประณีต ก่ออิฐถือปูน ปูพื้นด้วยหินอ่อนในกว้างตลอดหน้ามุข๑๕.๕0เมตร ยาว๒๒.๕0เมตร ผนังภายในหน้าต่างประดับด้วยกระเบื้องลายครามโดยรอบทุกด้าน เครื่องบนไม้สักหลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีเขียว ซุ้มประตู หน้าต่าง ช่อฟ้า ใบระกา และหน้าบัน ปั้นเป็นลายเครือวัลย์ล้อมพระมหามาลาเช่นเดียวกับพระอุโบสถ<br />
๓.พระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แลพระอัฐกับพระสรีรางคารของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ เป็นพระสถูปเจดีย์องค์ใหญ่ แท่นฐานเป็นรูป๘เหลี่ยม เหลี่ยมใหญ่๔เหลี่ยม กว้างเหลี่ยมละ๖.๓0เมตร เหลี่ยมเล็ก๔เหลี่ยม กว้างเหลี่ยม๓เมตร ส่วนสูงจากพื้นฐานถึงยอดพระเจดีย์๑๘.00เมตรพระสถูปเจดีย์องค์นี้ ตั้งอยู่ระหว่างพระอุโบสถกับพระวิหารตรีมุข สร้างขึ้นบนเนินพระเจดีย์โบราณของวัดทะเลหญ้าเดิม<br />
๔.กำแพงแก้วชั้นใน ก่ออิฐถือปูนมีลายบัว สูง๒.00เมตรกว้าง๒๕.00เมตร ยาว๗0.00ประดิษฐานใบเสมาอันเป็นเขตแห่งพัทธสีมา อยู่เหนือกำแพงแก้วทั้ง๘ทิศใบเสมาทั้งหมดทำด้วยหินอ่อน เป็นรูปลักษณะสวยงามและตามแนวกำแพงด้านยาว มีศาลาตรีมุขด้านละ1หลัง กว้าง๔.๕0เมตร ยาว๗.๕0เมตรรวม๒หลังกับศาลาขนาดย่อมอีก๒หลัง กว้าง๒.๕0 ยาว๗.๕0ศาลาทั้งหมดนี้ก่ออิฐถือปูน เครื่องบนไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องแบบโบราณ ที่กำแพงแก้วด้านหน้าและด้านหลังพระอุโบสถมีซุ้มประตูแบบตรีมุข ประดับด้วยหินอ่อน นับว่าเป็นศิลปะที่ควรสงวนอย่างยิ่ง<br />
๕. กำแพงแก้วชั้นนอก รอบบริเวณพระอุโบสถ พระสถูปเจดีย์ และพระวิหารตรีมุข ก่ออิฐถือปูนมีลาดบัวสูง๑.00เมตร กว้าง๓๕.00เมตร ยาว๘๑.00เมตร<br />
๖.ศาลาการเปรียญกว้าง๙.00เมตร ยาว๑๘.000เมตร ผนังทั้งสี่ด้านก่ออิฐถือปูน มีประตูหน้าต่างโดยรอบ เสาใช้ไม้เต็งรัง พื้น เครื่องบน ฝา และเพดานใช้ไม้สักล้วน หลังคามุงด้วยกระเบื้องแบบโบราณ ประกอบด้วย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ด้านหน้าและด้านหลังของศาลาการเปรียญ มีแท่นฐานก่ออิฐถือปูนรองรับบันได กว้างด้าน๓.๕0เมตร ยาวด้านละ๘.00เมตร พื้นปูด้วยหินอ่อน กรงก่ออิฐถือปูน ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบตาข่ายแบบจีน<br />
๗.ศาลาด้านหน้าและด้านหลังศาลาการเปรียญ เป็นแบบศาลาโถงกว้าง๔.00เมตรยาว๙.00เมตร เสาไม้เต็งรัง เครื่องบนไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องแบบโบราณ ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เวลานี้ชำรุดหมดสภาพแล้ว<br />
๘.หอสวดมนต์ กว้าง๗.๕0เมตร ยาว ๘.๕0เมตร เสาไม้เต็งรังพื้น และเครื่องบนไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องแบบโบราณ<br />
๙กุฏิแถว๔หลังล้อมรอบหอสวดมนต์ หลังหนึ่งกว้าง๖.๕0เมตร ยาว๑๗.๕0เมตร เสาไม้เต็งรัง<br />
พื้น ฝา เพดาน ไม้สักล้วน หลังคามุงกระเบื้องแบบโบราณ มีชานติดกับหอสวดมนต์ทั้ง๔ด้าน<br />
๑๐.กุฏิตึกก่ออิฐถือปูน๑หลังกว้าง๕.๕0เมตรยาว๘.๕0เมตร พื้นและเครื่องบนไม้สัก หลังคามุงด้วยกระเบื้องแบบโบราณ<br />
๑๑.กุฏิแบบสถาปัตยกรรมไทย๒หลังกว้าง๖.๕0เมตรยาว๘.๕0เมตรเสาไม้เต็งรัง พื้น ฝา ฝ้า และเพดานไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องแบบโบราณ<br />
๑๒.หอระฆัง กว้าง ยาว ด้านละประมาณ๒.๕0เมตร สูงประมาณ๑๒.00เมตร เสาไม้เต็งรัง พื้นและเครื่องบนไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องแบบโบราณ แต่พังทลายหมดแล้ว<br />
๑๓.แท่นฐานพระศรีมหาโพธิ์และแท่นฐานอชปาลนิโครธรวม๒ฐานอย่างละต้นก่ออิฐถือปูนสูง๑.00เมตรกว้าง ยาวด้านละ๑๑.00 เมตร<br />
๑๔.ศาลาท่าน้ำหน้าวัดริมแม่น้ำป่าสักกว้าง๖.00เมตร ยาว๑๑.๕0เมตร เสาไม้เต็งรัง เครื่องบนไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องไทย ประกอบด้วย ช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์<br />
๑๕.ตามแนวถนนจากหน้าพระอุโบสถถึงศาลาท่าน้ำ มีศาลารายตามแนวถนนสร้างไว้เป็นระยะ ระยะละ๒หลัง กว้างหลังละ๓.00เมตร ยาว๑๖.00เมตร ก่ออิฐถือปูน เครื่องบนไม้สัก หลังคามุงด้วยกระเบื้องแบบโบราณ<br />
นอกจากพระอุโบสถ พระสถูปเจดีย์ พระวิหารตรีมุข และเสนาสนะถาวรวัตถุที่ทรงสร้างไว้อย่างเหมาะสมสวยงาม ด้วยศิลปะฝีมือช่างอย่างประณีต พระองค์ท่านยังได้ทรงสร้างพระพุทธรูป พระประธานในพระอุโบสถและพระพุทธรูปปางต่างๆไว้เป็นพุทธบูชาอีกหลายองค์<br />
๑. พระประธานในอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หล่อด้วยโลหะลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง<br />
๑เมตร สูงตลอดยอดพระรัศมี๑.๖0เมตรประดิษฐานหินอ่อน ภายใต้เรือนแก้วทำเป็นรูปพระมหามาลา<br />
เมื่อคืนวันที่๒๘พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕00ได้เกิดเหตุการณ์ ที่น่าอนาถสังเวชขึ้นเกี่ยวกับพระประธานองค์นี้ คือ มีคนใจร้าย อำมหิตไม่ทราบจำนวนได้บังอาจลักลอบเข้าไปตัดพระเศียรพระพุทธรูป นำไปขายให้กับแหล่งรับซื้อศิลปวัตถุของคนต่างชาติ แม้จะได้แจ้งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวนแล้ว จนบัดนี้ก็ยังจับตัวคนร้ายใจทมิฬรายนี้มาลงโทษตามกระบิลเมืองไม่ได้ กรมการศาสนาพร้อมด้วยท่านเจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยาจึงได้เสนอขอประธานอนุมัติฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอให้กรมศิลปากรหล่อพระเศียรใหม่ให้มีรูปลักษณะศิลปะเหมือนอย่างพระเศียรเดิมซึ่งกรมศิลปากรได้ให้เจ้าหน้าที่ช่างประติมากรรมจัดการหล่อและนำพระเศียรไปติดตั้งประกอบองค์พระเสร็จเรียบร้อย โดยอาศัยทุนของวัดบรมวงศ์เป็นค่าใช้จ่ายในการหล่อพระเศียรใหม่ครั้งนี้ เป็นเงิน๓,000บาท ในโอกาสที่คุรุสภาได้พระราชทานทอดกฐินในปี๒๕0๒นี้เจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยาพร้อมด้วยข้าราชการและประชาชน จึงได้ประกอบพิธีนิมนต์พระสงฆ์๙รูปเจริญพระพุทธมนต์สวดพุทธภิเษกตามประเพณีนิยม เป็นการสมโภชฉลองพร้อมกับงานพระกฐินพระราชทานครั้งนี้<br />
๒.รูปพระอัครสาวกเบื้องขวา คือ พระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องซ้าย คือ พระมหาโมคคัลลานะ<br />
ในลักษณะนั่งคุกเข่า หล่อด้วยโลหะลงรักปิดทองทั้ง๒องค์ขนาดกว้าง๔๕เซนติเมตร สูง๙0เซนติเมตร<br />
๓.พระพุทธรูปหล่อในลักษณะท่ายืน ปางประทานพร สูง๒.๗๕เมตรประดิษฐานบานบนแท่นฐานหินอ่อน ในพระวิหารตรีมุขด้านทิศใต้<br />
๔.พระพุทธรูปหล่อในลักษณะท่ายืน ปางห้ามสมุทร สูง๑.๘0เมตร ประดิษฐานบานบนแท่น มีคำจารึกประวัติการสร้างไว้บนแผ่นหินอ่อนติดอยู่ที่แท่นฐาน ในพระวิหารตรีมุขด้านทิศเหนือ ภายใต้บุษบกหลักลวดลายศิลปะและลงรักปิดทองประดับกระจก</p>
<div id="attachment_578" class="wp-caption aligncenter" style="width: 510px"><br />
<img class="size-full wp-image-578" title="wat01" src="http://www.pangmalakul.com/wp-content/uploads/2009/08/wat01.jpg" alt="wat01" width="500" height="375" /><br />
<p class="wp-caption-text">สมาชิกราชสกุล &quot;มาลากุล&quot; ไปร่วมทำบุญประจำปี</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pangmalakul.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

