บ้านพิบูลธรรม อาคารอนุรักษ์ด้านศิลปกรรม

บริเวณรอบตัวบ้าน
พลเอก แป้ง มาลากุล ณ อยุธยา ถือกำเนิดที่ “บ้านพิบูลธรรม” หรือมีชื่อเรียกในละแวกนั้นว่า “บ้านนนที” เนื่องจากมี ตราวัว ซึ่งเป็นตราประจำตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง ติดอยู่ในที่บางแห่ง บ้านหลังนี้เริ่มก่อสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือเมื่อประมาณปี ๒๔๔๐ หรือก่อนนั้นประมาณ ๕ ปี บนเนื้อที่ประมาณ ๔-๕ ไร่ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีทางรถไฟสายเหนือผ่าน ต่อมาเมื่อทางการจัดสร้างทางรถไฟสายเหนือขึ้นที่สถานีหัวลำโพง ที่ดินบางส่วนจึงถูกเวนคืน โดยแยกออกเป็นสองส่วน มีทางรถไฟผ่านเกือบกึ่งกลางเนื้อที่ ด้านหนึ่งอยู่ติดริมคลองผดุงกรุงเกษม อีกด้านหนึ่งติดทางรถไฟสายเหนือ และวัดบรมนิวาสราชวิหาร ด้วยเหตุนี้ “บ้านนนที” จึงมีด้านหน้าอยู่ติดถนนพระราม ๑ และท้ายอยู่ติดห้องแถวตลาดโบ๊เบ๊
บ้านพิบูลธรรม เดิมมีหลังเดียว คือ ตึกกลาง ที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานให้ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี ทั้งที่และบ้าน ขณะเจ้าพระยาธรรมธิกรณาธิบดีดำรงตำแหน่งเป็นพระยาอนุรักษราชมณเฑียรต่อมาใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าพระยาธรรมธิกรณาธิบดี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ดำรงตำแหน่ง เสนาบดีกระทรวงวัง หลังจากรับราชการในตำแหน่งใหม่ได้ประมาณ ๘-๑๐ ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเงินให้สร้างตึกอีกหลัง หนึ่ง เพื่อจะเสด็จมาประทับชั่วคราว ตึกใหม่นี้ก่อสร้างเป็นตึกสามชั้น มีสะพานติดต่อกับตึกกลางและเนื่องจากท่านเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี ดำรงตำแหน่งเป็น อธิบดีกรมศิลปากร หรือ ช่างสิบหมู่ อยู่ด้วย จึงให้ช่างที่กรมศิลปากรเป็นคนออกแบบในระยะนั้น มีนายช่างสถาปนิกชาวอิตาเลียนเข้ามารับราชการอยู่ในประเทศไทยหลายคน พระยาธรรมาธิกรณาธิบดีได้เลือก ศาสตราจารย์อีมันเฟรดี ซึ่งขณะนั้นรับราชการอยู่ที่กรม ศิลปากร มียศเป็นรองอำมาตย์เอกและต่อมาได้โอนสัญชาติเป็นคนไทย เป็นผู้ออกแบบตึกทั้งหมด ส่วนวิศวกรคือ นายกาเล็ตตี้ เป็นชาวอิตาเลียนเช่นเดียวกัน และมี นาย ฟอร์โน เป็นผู้ช่วยในการออกแบบลวดลายบางอย่าง โดยมีชาวเซี่ยงไฮ้ ชื่อ นายดองชอง ช่างจีนเป็นผู้แกะลวดลายไม้ต่าง ๆ และมีนายช่างไทยบางท่านร่วมงานอยู่ด้วย สำหรับผู้ที่เขียนภาพเพดาน และภาพฝาผนังภายในห้องต่าง ๆ คือ ศาสตราจารย์ลิโกลี่ ชาวอิตาเลียน การก่อสร้างตึกหลังใหม่นี้ใช้เวลาประมาณ ๑ ปี สิ้นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเป็นเงินประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ บาท
หลังการก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ ๗-๘ เดือน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระดำเนินมาทอดพระเนตรและประทับเสวย เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน ๒๔๖๓ หรือในห้วงเวลาใกล้เคียง โดยพระองค์ประทับอยู่จนถึง ๖ นาฬิกาของวันเดียวกัน จึงเสด็จกลับด้วยความพอพระราชหฤทัยในผลการก่อสร้างเป็นอย่างมาก ทางเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดีจัดให้มีการแสดงละครถวายด้วย

มุมหน้าบ้าน
เป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก ที่ต่อมา “บ้านนที” ต้องได้รับความเสียหายอย่างหนัก จากภัยของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อประเทศไทย นับตั้งแต่กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่เมืองชายฝั่งของไทย เมื่อปลายปี ๒๔๘๔ และในช่วงท้ายของสงครามนั่นเอง “บ้านนนที” ก็ถูกระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งพลาดเป้าจากสถานีหัวลำโพงมาลงที่บ้านนนที หลายลูก ต่อมาทางเจ้าของบ้านจึงได้เสนอขายรัฐบาลติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปีจึงถึงปี ๒๔๙๘ รัฐบาลสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงได้อนุมัติให้โรงงานยาสูบซื้อไว้เป็นสถานที่ราชการ ในวงเงินประมาณ ๖ ล้านบาท โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลใช้เป็นค่าซ่อมแซมส่วนที่เสียหายทั้งหมดให้ กลับคืนสู่สภาพเดิม เป็นเงินอีกประมาณ ๘ แสนบาท อย่างไรก็ตาม แม้ทางการจะพยายามซ่อมแซมอย่างดีที่สุดแล้ว ก็ไม่สามารถคืนความงดงามกลับมาดังเดิมได้ โดยเฉพาะผนังห้องต่าง ๆ และภาพลายเพดานห้องโถงใหญ่ที่เป็นภาพนกหัสดายุช่วยนางสีดา เป็นต้น
บุคคลสำคัญที่เคยเสด็จมาทอดพระเนตรและเยี่ยมชมตลอดจนมาประทับ และพักที่บ้านหลังนี้ นอกเหนือจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว บ้านนนทีหรือบ้านพิบูลธรรม ยังเคยใช้เป็นบ้านพักรับรองแขกบ้านแขกเมือง อาทิ พระยากัลยา ณ ราชไมตรี ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เมื่อครั้งเป็นรองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ประธานสหภาพพม่า และเจ้าสุวรรณภูมา แห่งราชอาณาจักรลาว เป็นต้น นอกจากนั้น ในสมัยที่ การพลังงานแห่งชาติ หรือในปัจจุบันคือกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานเข้าครอบครองสถานที่นี้อยู่ก็ มีทูตานุทูตและผู้แทนต่างประเทศหลายแห่งเข้ามาติดต่อราชการด้วย
นับว่า “บ้านพิบูลธรรม” หรือ “บ้านนนที” เป็นมงคลสถานมาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทุกคนที่เข้าอยู่อาศัยต่างได้รับความร่มเย็นเป็นสุข และได้พบแต่ความเจริญรุ่งเรืองมีต้นโพธิ์และต้นไทรที่ยังคงยืนต้นเป็นไม้ มงคลนามอยู่สืบมา ปัจจุบันกรมศิลปากรได้กำหนดให้อาคารทั้ง ๒ หลัง ดังกล่าว เป็นอาคารอนุรักษ์ทางศิลปกรรมแล้ว นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่คนรุ่นหลังจะได้มีศิลปกรรมที่งดงาม ซึ่งสื่อถึงความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของไทยในอดีตไว้ศึกษาสืบต่อไป
เรียบเรียงจาก : จากคำบอกเล่าของ หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล อาของ พลเอกแป้ง (ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านเดิม)

